History

Home History

พวกเราเก่งในเรื่องเป็นวายร้าย! มารู้จักกับทีมบาสเก็ตบอลดีทรอยต์ พิสตันส์ ยุค ‘เดอะแบดบอย’ (Pistons Bad Boys )

''ทีมเล่นสกปรก'' นี่คือคำเหยียดหยาม และ ดูถูก ที่มีต่อทีมดีทรอยต์ พิสตันส์ (Detroit Pistons)ทีมบาสเก็ตบอลประจำเมืองดีทรอยต์ ซึ่งในยุคของ ''พิสตันส์แบดบอย'' (Pistons Bad Boys )ระหว่างปี 1986-1991 ถือเป็นช่วงที่พิสตันส์ประสบความสำเร็จมากที่สุด ในประวัติศาสตร์ทีมโดยสามารถเข้าชิงชนะเลิศได้ถึง 3 ปีติดต่อกันในรอบเพลย์ออฟ ระหว่างปี 1988, 1989 และ 1990ซึ่งสามารถคว้าแชมป์ได้ใน 2 ปีหลัง คือปี 1989 และ 1990โดยดีทรอยต์ พิสตันส์ ยุค 'พิสตันส์แบดบอย' ยังถูกยกย่องว่าเป็นทีมที่มีเกมส์รับยอดเยี่ยมที่สุดแม้ว่าเกมส์รับอันดุเดือด แบบอัดเป็นอัด ของพิสตันส์ จะถูกเกลียดจากทุกทีมในลีกก็ตาม(เฉพาะเจาะจงก็จากชิคาโก้ บูลส์, บอสตัน เซลติก ที่เป็นคู่อริกันแบบสุดๆในยุคนั้น)แต่สำหรับแฟนๆพิสตันส์แล้ว พวกเขาคือฮีโร่ที่ไม่เคยกลัวต่ออะไรทั้งสิ้น!เพราะไม่อย่างนั้นทุกทีมฝ่ายตรงข้ามในลีกคงไม่พร้อมใจตั้งฉายาให้ว่า ''เดอะแบดบอย''''I'm so bad, I’m so good that I’m so bad''

ดรีมทีม (Dream Team) เรื่องราวของทีมบาสฯที่เก่งที่สุดตลอดกาล กับ ฤดูร้อนปี 1992 ณ บาร์เซโลน่า

คงไม่มีทีมกีฬา ทีมไหนในประวัติศาสตร์ ที่จะยอดเยี่ยมไปกว่านี้อีกแล้วครับ...ถ้าพูดถึงทีมกีฬา ที่ลงแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ (Olympic Games) หรือ มหกรรมกีฬาระดับโลกที่จัดการแข่งขันขึ้นในทุกๆ 4 ปี และได้สร้างชื่อเสียงให้นักกีฬามากมาย จากทั่วทั้งโลกแต่ไม่ใช่กับทีมกีฬาทีมนี้ครับ เพราะทีมกีฬาทีมนี้ กลับกลายเป็นทีมกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้กับโอลิมปิกเกมส์ซะเอง ซึ่งกลายเป็นอีกตำนานที่น่าจดจำครับทีมกีฬาที่ว่านี่คือ 'ทีมบาสเก็ตบอลชาย สหรัฐอเมริกา' (The USA Basketball Men's National Team)หรือเรียกกันติดปากว่า 'ดรีมทีม' (Dream Team) ที่ได้ลงทำการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ฤดูร้อนปี 1992ที่เมืองบาร์เซโลน่า แคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน และได้เหรียญทอง จากการแข่งขันครั้งนี้เพราะแม้จะไม่พลิกโผอะไร แต่ดรีมทีม ก็ได้สร้างอิมแพ็คมากมาย ต่อวงการบาสเก็ตบอลครับ

โรงแรมเดอะ พลาซ่า (The Plaza Hotel) หนึ่งในสัญลักษณ์ ของมหานครนิวยอร์ก (New York City)

ถ้าพูดถึงหนึ่งในโรงแรม ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ในมหานครนิวยอร์ก (New York City)หรือที่มีฉายาเรียกว่า 'มหานครที่ไม่เคยหลับใหล' เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยได้ยินชื่อของโรงแรมเดอะ พลาซ่า (The Plaza Hotel) โรงแรมหรูหราระดับ 5 ดาว กันค่อนข้างแน่นอนเพราะนี่คือหนึ่งในสัญลักษณ์ ของมหานครนิวยอร์ก มาอย่างยาวนาน

I’d like to buy the world a Coke (ฉันอยากจะซื้อโค้กให้โลก) โฆษณาโค้ก ที่เปลี่ยนโลกในยุค...

เชื่อว่าทุกคนคงเคยเห็นโฆษณาน้ำอัดลม ของเครื่องดื่มโคคา-โคล่า (Coca-Cola) มากันนับไม่ถ้วนเพราะเครื่องดื่มโคคา-โคล่า คือบริษัทเครื่องดื่มน้ำอัดลม ที่มีมูลค่าส่วนแบ่งทางตลาดมากที่สุดตั้งแต่ถูกผลิตขึ้นมาเมื่อปี 1886 ก่อนที่จะกลายเป็นเครื่องดื่มน้ำอัดลม ที่ขายดีไปทั่วโลกทำให้มีโฆษณามากมายจากโคคา-โคล่า หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของโค้ก (Coke)โดยเฉพาะในยุคของ โฆษณาทางโทรทัศน์ (Television Commercials)ที่จะช่วยให้ผู้คนจดจำแบรนด์ ได้ง่ายที่สุด เช่นสโลแกน หรือ เพลง ที่นิยมใช้กันในยุค 1950-1990เพราะคำพูดที่คุ้นหู หรือเพลงดีๆที่คุ้นหู มักจะทำให้คนจดจำแบรนด์ได้ง่ายที่สุดซึ่งในการตลาดระดับโลก (Global marketing) ความเป็น 'แบรนด์' ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากๆดังนั้นโฆษณาจึงต้องขายความเป็นแบรนด์ มากกว่าการขายโปรดักส์โดยตรง...

Big Mouth Billy Bass – ปลาร้องเพลงได้ ของที่ระลึกสุดฮิตปี 2000 (มันกำลังกลับมา)

เนื่องในโอกาสต่างๆ อย่างเช่นวันคริสมาสต์ หรือวันปีใหม่ มักจะมีธรรมเนียมการให้ของขวัญโดยแต่ละคนอาจจะมองถึงการให้ของขวัญที่แปลกๆ เพื่อสร้างรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะซึ่งที่ผ่านมาช่วงเริ่มต้นปี 2000 ในอเมริกาดันมีของขวัญชิ้นหนึ่งที่สร้างเสียงหัวเราะได้อย่างมากมาย(ไม่ก็สร้างความน่ารำคาญแบบสุดๆ) จนกลายเป็นของขวัญที่ฮิตแบบสุดๆกันทั่วบ้านทั่วเมืองเปรียบได้กับอิมพีเรียล บัตเตอร์คุกกี้ ที่กินไม่ได้...ใช่ครับมันฮิตขนาดนั้นเลย!และไอ้เจ้าของขวัญที่ว่านั้นก็คือ 'Big Mouth Billy Bass' (ปลาร้องเพลง) นั่นเอง!

Baby It’s Cold Outside เพลงเล่นตัวน่ารักๆจากยุค 40 ที่ถูกคนบางกลุ่มสมัยนี้ตีความว่าเป็นเพลงข่มขืน!

ใครจะเชื่อว่าวันหนึ่ง บทเพลงช่วงคริสมาสต์ที่ใครๆต่างหลงรัก อย่าง 'Baby, It's Cold Outside'ที่ถูกนำไปประกอบภาพยนตร์ Musical และถูกนำมาร้องใหม่ด้วยศิลปินมากมายนับไม่ถ้วนจะถูกตราหน้าว่าเป็นเพลง 'Date rape' หรือเพลงหลอกข่มขืน (มอมเหล้า) เสียอย่างนั้นจนมีรายการวิทยุบางรายการ และบางสถานีเลือกที่จะแบนเพลงนี้ โดยจะไม่เปิดให้ผู้ฟังหากมีการรีเควสร้องขอเข้ามาทางรายการ จนทำให้โลกอินเตอร์เน็ตเสียงแตกไปตามๆกัน...(ที่เสียงแตกคือมีคนมาค้านจนเสียงแตกต่างหากล่ะครับ)'Baby, It's Cold Outside' หนึ่งในเพลงขวัญใจช่วงคริสมาสต์ เป็นบทเพลงที่ถูกเขียนตั้งแต่เมื่อปี 1944โดย Frank Loesser (แฟรงค์ โรทเซอร์) นักแต่งเพลงละครเวที และกลายเป็นเพลงโด่งดังเมื่อภาพยนตร์ Musical เรื่อง Neptune's Daughter (1949) ได้นำไปเป็นบทประกอบฉากในเรื่อง

Sammy Davis Jr. ด้วยความสามารถของชายที่ทำลายกำแพงเชื้อชาติและผิวสี

Sammy Davis, Jr. (แซมมี่ เดวิด จูเนียร์) คือชาวอเมริกันที่ถูกยกย่องว่าเป็นสุดยอดนักเอนเตอร์เทนในประวัติศาสตร์ของอเมริกา ด้วยความสามารถในด้านการแสดง รวมไปถึงร้องเพลง, เต้น, เล่นดนตรี,และเป็นสแตนด์อัพคอมเมดี้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุค 1950-1970sนอกจากนี้ Sammy Davis Jr. ยังเป็นผู้ร่วมรณรงค์และลุกขึ้นต่อสู้กับเพื่อสิทธิพลเมืองของคนผิวดำกับการกีดกันทางสีผิวเคียงข้างกับผู้นำอย่าง Martin Luther King Jr.เรียกได้ว่า Sammy Davis Jr. คือหนึ่งในตำนานอเมริกันชนอย่างไม่ต้องสงสัยซึ่งชีวิตของเขาเองก็น่าสนใจไม่แพ้กัน กว่าที่จะมายืนอยู่จุดสูงสุดของอาชีพได้อย่างภาคภูมิ

Tchaikovsky – 1812 Overture เมื่อครั้นเสียงปืนใหญ่ถูกนำมาใส่บทประพันธ์เพลงคลาสสิค!

การจับเอาเสียงประกอบจากสิ่งต่างๆรอบข้างมาประกอบในการอัดเสียง ปัจจุบันมักพบได้ทั่วไปเพราะถือเป็นอีกวิธีการทำเพลงที่พบได้จำนวนมาก แต่คงไม่มีครั้งไหนบันเทิงและโหดเท่าPyotr Ilyich Tchaikovsky (ปิออตร์ อิลิช ไชคอฟสกี) นักประพันธ์ดนตรีคลาสสิคชาวรัสเซียที่หยิบเอา ''ปืนใหญ่'' มาใส่ไว้ในบทประพันธ์เพลงชื่อดังอย่าง '1812 Overture' ในปี 1880โดยเป็นบทประพันธ์เพลง เพื่อเฉลิมฉลองการรำลึกชัยชนะของกองทัพรัสเซียในการต้านการรุกรานของกองทัพฝรั่งเศส ที่นาโปเลียนขนทัพใหญ่เข้ารุกรานในปี 1812นอกจากนี้ยังใช้เป็นเพลงฉลองช่วงจุดดอกไม้ไฟของวันประกาศอิสรภาพ สหรัฐอเมริกาอีกด้วย

เล่าเรื่องมหานครนิวยอร์ก (New York City) ในยุค 1950s ผ่านภาพถ่ายของช่างภาพสตรีทชื่อดัง

ภาพถ่ายในยุคต่างๆมักบันทึกภาพเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะภาพสตรีท เพราะเป็นภาพถ่ายที่ไม่ได้ถูกจัดฉากวางไว้อย่างเป็นระเบียบนักและต้องใช้จังหวะและฝีมือในการเก็บภาพถ่าย เพื่อให้ภาพสามารถเล่าเรื่องราวได้โดยบริษัทภาพถ่ายชื่อดัง Magnum Photos คือบริษัทภาพถ่ายที่ก่อตั้งโดยช่างภาพสตรีทชื่อดังได้ถ่ายภาพที่บันทึกหน้าประวัติศาตร์ และสามารถบอกเล่าเรื่องราวของ 'นครนิวยอร์ก' (New York City)มหานครแห่งวัฒนธรรมที่หลากหลาย เมืองแห่งตึกระฟ้า ที่แม้ใครไม่เคยไปต่างก็รู้จักชื่อเสียงทั้งสิ้นโดยภาพถ่ายที่ถูกคัดสรรมาครั้งนี้ มีทั้งเจมส์ ดีน (James Dean) ไอคอนของอเมริกายุค 50sและกลุ่มวัยรุ่นแก๊ง the Jokers ที่เป็นต้นแบบในคาแร็คเตอร์ของภาพยนตร์ Rebel Without a Causeรวมไปถึงภาพถ่ายในนครนิวยอร์กที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ จากบรรดาช่างภาพชื่อดัง

Don’t Cry For Me Argentina อาร์เจนฯจ๋า อย่าร้องเพื่อฉันเลย…

เป็นความบังเอิญหลังฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนติน่า พบกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เรื่อยๆจนเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีน้ำตาให้ร้องไห้สำหรับความผิดหวังแล้วทำให้ผมนึกย้อนไปถึงบทประพันธ์เพลงละครเวทีคลาสสิคอย่าง 'Don't Cry For Me Argentina'ที่เหมือนจะเป็นเพลงที่ชาวอาร์เจนติน่าต้องการมากที่สุดในเวลาเช่นนี้...แน่นอนว่าเมื่อเป็นเพลงละครเวที เพลง 'Don't Cry For Me Argentina'  จึงถือว่าเป็นหนึ่งในเพลงปราบเซียนของบรรดานักร้องหญิงเลย เพราะเป็นเพลงที่ร้องค่อนข้างยากและตราตรึงใจจากเนื้อหาบทเพลงที่ประพันธ์กลั่นออกมาจากชีวประวัติของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชาวอาร์เจนไตน์เคยทั้งรักทั้งเกลียดในเวลาเดียวกัน...

บทความยอดนิยมในช่วงที่ผ่านมา