Home Korea

Baby box: กล่องรับมอบเด็กแรกเกิด ที่ถูกทอดทิ้งจากพ่อ-แม่ที่ไม่ต้องการ…

134

ประเด็นทางสังคมเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ที่เป็นปัญหาถกเถียงกันมากที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคนี้
ก็คือเรื่องของสิทธิสตรี โดยเฉพาะเรื่องของ “สิทธิในการทำแท้งเสรี” ที่ถกเถียงกันไม่จบสิ้น
เพราะมีแนวคิดทางการเมืองแตกต่างกันออกไป 2 ฝั่งด้วยกัน ที่ถกประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้
ก็คือกลุ่ม “Pro-choice” ที่สนับสนุนให้มีการทำแท้งเสรี โดยที่ไม่ผิดกฏหมายทุกกรณี
ซึ่งคำนึงถึงสิทธิที่จะเลือกของผู้ตั้งครรภ์ เพื่อสุขภาพของตัวเอง เพื่อร่างกายของตัวเอง
และ “Pro-life” ที่สนับสนุนให้มีการผดุงครรภ์ไว้ และให้โอกาสเด็กได้เกิดตามธรรมชาติ
โดยมีพื้นฐานคือประเด็นด้านกฏศีลธรรม และจริยธรรม เป็นประเด็นสำคัญในเรื่องนี้…

สำหรับบทความนี้ ทาง aboutFriday.com จะมานำเสนอมุมมองวิธีแก้ไขปัญหาดีๆ
ที่ทางกลุ่ม “Pro-life” หรือกลุ่มที่สนับสนุนให้มีการผดุงครรภ์ และให้โอกาสเด็กมีชีวิต
ได้ทำขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว โดยมีกฏหมาย และโครงการแบบนี้เกิดขึ้นทั่วโลกช่วงที่ผ่านมา
บนบริบทของสังคมที่รวมใจกัน โดยใช้ชื่อว่า “Baby Hatch” หรือ “Baby Box”
และชื่อที่คล้ายกันอีกหลายๆชื่อเช่น “The Drop Box” เป็นต้น ตามแต่ละโครงการต่างๆ
ซึ่งไอเดียนี้เกี่ยวกับ การอนุญาตให้ผู้ที่กำเนิดเด็กทารกแรกเกิด และไม่ต้องการเด็ก…
สามารถนำเด็กมามอบให้กับทางการได้ โดยที่ทางการจะไม่สอบถามชื่อของผู้ให้กำเนิด
หรือทำประวัติใดๆทั้งสิ้น ที่อาจสามารถนำไปสู่การตามตัวผู้ให้กำเนิดได้ในอนาคต
และจะนำเด็กไปมอบให้กับสถานสงเคราะห์เด็ก หรือมอบให้กับคนที่ต้องการอุปการะ
เพื่อที่จะให้เด็กได้มีโอกาสในอนาคตต่อไปครับ
โดยปัจจุบันมีประเทศจำนวนมากที่เชื่อมั่นในระบบนี้ และได้สนับสนุนทางกฏหมาย
จนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการให้โอกาสเด็กบริสุทธิ์ ที่ผมเชื่อว่าหลายคนจะเห็นดีด้วย…
เพราะทีมงาน aboutFriday.com สนับสนุนให้มีโครงการแบบนี้ในประเทศไทยครับ

สำหรับโครงการ “Baby Box” นั้นไม่ใช่โครงการที่เป็นไอเดียใหม่แต่อย่างใดครับ
เพียงแต่นำมาปรับใช้ให้เข้ากับยุคปัจจุบัน เพราะด้วยความเพรียบพร้อมทางเทคโนโลยี
โดย “Baby Box” มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณปีค.ศ 1198 หรือ 800 กว่าปีก่อนครับ
ซึ่งมีจดหมายเหตุของพระสันตะปาปาผู้บริสุทธิ์ที่ 3 (Pope Innocent III)
ที่ขอให้มีการสร้างจุดรับมอบเด็ก ที่แม่ของพวกเขาไม่ต้องการ มานำทิ้งไว้ตรงจุดที่รับมอบ
แทนที่จะทำการทิ้งอย่างไม่ใยดี เพราะด้วยความยากลำเค็ญของชีวิตตามยุคสมัยนั้น
ซึ่งมีหลักฐานเป็น “Foundling Wheel” ที่ติดตั้งไว้ในโรงพยาบาลเก่าแก่ในอิตาลีบางแห่ง
โดยจะทำเป็นกรงขนาดไม่ใหญ่มาก สามารถพอที่จะสอดตัวเด็กแรกเกิดเข้าไปได้เท่านั้น
และในนั้นจะมีกล่องตู้เล็กๆ ที่สามารถเปิดได้จากด้านในเท่านั้น เพื่อให้เหล่าพยาบาล
ที่อยู่ภายในโรงพยาบาลสามารถเอื้อมไปรับตัวเด็กได้ครับ และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้น…

ภาพ “Foundling Wheel” จากโรงพยาล ‘Ospedale Santo Spirito’ ในกรุงโรม
ซึ่งเป็นโรงพยาบาลคริสต์เก่าแก่ของอิตาลี ตั้งแต่ปีค.ศ 1198


โดยในยุคปัจจุบันนั้น “Baby Box” ถูกก่อตั้งในหลายๆประเทศ ทั้งที่มีกฏหมายรองรับ
ซึ่งมีมากกว่า 10 ประเทศ ที่มีโครงการต่างๆ พร้อมรณรงค์สนับสนุนเรื่องนี้อย่างจริงจัง
เพื่อพยายามจูงใจให้พ่อ-แม่ ที่ไม่ต้องการเด็ก นำเด็กมาฝากทิ้งไว้ในจุดรับมอบต่างๆ
เพื่อให้ทางการรับดูแลต่อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ว่า เด็กจะอยู่ในที่ที่ปลอดภัยไร้ห่วง
และเพื่อให้ผู้ให้กำเนิด ได้มีโอกาสได้เดินหน้าใช้ชีวิตต่อไป ตามเส้นทางของตัวเอง
เพราะโครงการนี้ ไม่ใช่เป็นแค่โครงการที่ถูกสร้าง เพื่อสำหรับเด็กที่ถูกทอดทิ้งเท่านั้นครับ
แต่ยังรวมไปถึงผู้ให้กำเนิดด้วย ที่จะไม่ต้องถูกตัดสินจากสังคมรอบข้างจากปัญหาข้างต้น
เพราะว่าผู้กำเนิดคงคิดได้อย่างถี่ถ้วนแล้วครับ พวกเขาถึงได้เลือกสถานที่ที่ปลอดภัยเพื่อเด็ก

สำหรับกล่อง “Baby Box” ส่วนใหญ่แล้วในหลายๆประเทศจะถูกติดตั้งไว้ในโรงพยาบาล
และสถานีดับเพลิง เป็นหลัก หรือสถานที่ทางราชการที่ให้บริกาตลอด 24 ชั่วโมงครับ
เพื่อที่จะได้มีเจ้าหน้าที่เข้าถึงตัวเด็กได้โดยทันที เพื่อความปลอดภัยของตัวเด็กเอง

หากพูดถึงในแง่ของข้อกฏหมายของแต่ละประเทศ เช่นประเทศใหญ่ๆอย่างสหรัฐอเมริกา
มีกฏหมายบังคับใช้ทั้ง 50 รัฐ เริ่มต้นตั้งแต่รัฐเท็กซัส เริ่มนำมาใช้ในปี 1999
มีชื่อว่า ‘Safe-haven law’ ที่อนุญาตให้ผู้ให้กำเนิด นำเด็กแรกเกิด (ไม่เกิน 72 ชั่วโมง)
มามอบให้กับทางการ หรือเจ้าหน้าที่โดยตรง เช่นในโรงพยาบาล หรือสถานีดับเพลิง
(ส่วนใหญ่จะไปที่สถานีดับเพลิง) โดยที่ทางเจ้าหน้าที่จะไม่สอบถามประวัติใดๆทั้งสิ้น

ส่วนประเทศข้างบ้านเราอย่างมาเลเซีย ก็มีโครงการ “Baby Box” เป็นทางการครับ
โดยองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ‘OrphanCare Foundation’ ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2010
ได้ริเริ่มโครงการนี้ที่มาเลเซีย และมีจุดรับมอบเด็กในหลายๆเมืองใหญ่ด้วยกัน
ซึ่งตั้งแต่เริ่มต้นโครงการมา องค์กร ‘OrphanCare Foundation’ ก็ประสบความสำเร็จ
เพราะสามารถช่วยเด็กได้มากกว่า 200 กว่าคน ให้มีโอกาสได้รับอนาคตที่ดีในอนาคต

ซึ่งคนที่จุดประกายโครงการนี้อีกคน ก็คือบาทหลวงลี จอง-รัก (Lee Jong-rak)
ตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งตอนนั้นยังติดปัญหาทางด้านกฏหมายของการทอดทิ้งบุตรในเกาหลีใต้
แต่บาทหลวงลีก็ยังยืนยันที่จะเปิด “Baby Box” ต่อไป จนผ่านข้อกฏหมายเมื่อปี 2012
และมีผู้ให้กำเนิดนำบุตรมาทอดทิ้งไว้ ที่กล่องรับมอบหน้าบ้านของบาทหลวงอยู่ต่อเนื่อง
โดยเฉลี่ยเดือนละกว่า 2 คนต่อเดือน และเคยสูงสุดถึง 19 คน ต่อเดือน
แต่บาทหลวงลี ยังคงดำเนินการตามความต้องการที่จะช่วยเหลือของเขาเหมือนเช่นเคย
จนถึงปัจจุบัน ที่บาทหลวงลี ยังคงเปิดกล่องรับมอบอยู่ตลอด

ซึ่งเขามองว่าเด็กเหล่านี้เป็นของขวัญจากพระเจ้า ที่ต้องการความช่วยเหลือจากเขา
ครับและนี่ก็เป็นเรื่องราวความเป็นมาของ “Baby Box” หรือในอีกหลายๆชื่อต่างๆ
ตามโครงการที่แต่ละประเทศริเริ่ม ซึ่งชื่ออาจะแตกต่างกันไปตามแต่ละภาษานั้นๆ
แต่เราสามารถเข้าใจตรงกันได้ว่า โครงการ “Baby Box” คือโครงการที่เกี่ยวกับ
การเป็นตัวกลางรับมอบเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ที่ผู้ให้กำเนิดอาจจะมีความจำเป็นบางประการ
ทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะนำเด็ก ไปมอบให้กับทางการช่วยเหลือดูแลต่อไปครับ
ซึ่งการกระทำเหล่านี้ ถือเป็นการกระทำที่ดีที่สุด เท่าที่ผู้ให้กำเนิดจะทำได้แล้วครับ

“No Shame. No Blame. No Names” (ไม่ต้องละอาย, ไม่มีคำต่อว่า, ไม่ตามสืบตัว)
หากดูแลไม่ไหว มีความจำเป็นใดๆ หรือไม่ต้องการ โครงการเหล่านี้พร้อมช่วยเหลือครับ
ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่าควรสนับสนุนให้มีในประเทศไทย หากมีหน่วยงานช่วยเหลือจริงจัง
เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องพบเห็นข่าวประเภท เด็กถูกทิ้งตามถังขยะ หรือตามสถานที่เปลี่ยวๆเพราะส่วนใหญ่มักกังวลเรื่องของการถูกตราหน้าทางสังคม หรือด้วยประเด็นทางกฏหมายแน่นอนครับว่ามันคงเป็นการตั้งคำถามถึงประเด็นถกเถียงเรื่องความเหมาะสม และอื่นๆ
ที่อาจจะต้องถกเถียง และหาทางออกกันต่อไป
แต่ยังไงก็ขอฝากเรื่องราวของโครงการ “Baby Box” ไว้เป็นกรณีศึกษาดีๆครับ

เขียน และ เรียบเรียงโดย: https://www.aboutfriday.com
ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก: https://en.wikipedia.org/https://www.nydailynews.com/,  https://www.rt.com/
ขอบคุณภาพประกอบจาก: http://www.safehavenbabyboxes.com/