Home Best Columns

15 อันดับเมืองที่เหมาะสำหรับคนทำงานฟรีแลนซ์ (Freelance) มากที่สุด ประจำปี 2019

495
อาชีพในฝันของคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ก็คืออาชีพ ”ฟรีแลนซ์” (Freelancer) นั่นเองครับ
เพราะเป็นอาชีพที่อิสระ สามารถบริหารเวลาทำงานเองได้ และไม่ต้องเข้าออฟฟิศทำงาน
ซึ่งสามารถทำงานได้จากที่ไหนก็ได้ในโลก แค่นี้ก็รู้แล้วว่านี่แหละอาชีพในฝัน!
แต่อาชีพฟรีแลนซ์เอง ก็เป็นอีกอาชีพที่ไม่มีเงินเดือนตายตัว อีกทั้งต้องจัดการบริหารเงินให้ดี
ทำให้มีชาวฟรีแลนซ์จำนวนไม่น้อย เลือกที่จะย้ายไปอยู่เมืองที่มีค่าครองชีพไม่แพงมากนัก
หรือมีปัจจัยในการดำรงชีวิตแบบยุคใหม่ได้ครบครัน เช่นมีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง,
มีห้างสรรพสินค้า หรือ ร้านสะดวกซื้อ, มีอพาตเมนต์ หรือ บ้าน ให้เช่าอยู่อาศัยระยะยาว
มีคาเฟ่ หรือ พื้นที่ให้นั่งทำงาน ประเภท ‘Co-Working Space’ ที่เป็นเหมือนออฟฟิศของฟรีแลนซ์
หรือการเข้าถึงการรักษาพยาบาล รวมถึงมีการคมนาคมที่ดี หรือ สามารถเดินทางได้สะดวก
 
โดยเว็บไซต์ nomadlist.com หรือ ‘Nomad List’ เป็นเว็บไซต์ช่วยค้นหาเมืองต่างๆ
ที่เหมาะกับการใช้ชีวิต สำหรับคนที่มีงานอิสระทำ เช่นฟรีแลนซ์ เป็นต้น
ซึ่งรวบรวมเอาสถิติจากข้อมูลทั่วโลก ทั้งจากสมาชิกในเว็บไซต์ และ ข้อมูลท้องถิ่น
มาปรับอัลกอรึทึม เพื่อหาเมืองที่เหมาะสมที่สุดให้กับผู้ที่สนใจอยากจะย้ายถิ่นฐานดู
แถมยังได้รับการรับรองจากสื่ออย่างนิวยอร์ก ไทม์, บีบีซี ว่าเป็นเว็บไซต์ที่ข้อมูลแม่นยำที่สุด
ทั้งนี้ทาง ‘Nomad List’ ยังจัดอันดับเมืองที่เหมาะแก่การทำงานฟรีแลนซ์มากที่สุดเช่นกัน
โดยวัดจากค่าครองชีพ, ความเร็วอินเตอร์เน็ต, ความปลอดภัย และ กิจกรรมนันทนาการต่างๆ
เช่นแหล่งท่องเที่ยวยามราตรี, สถานที่ท่องเที่ยว, กิจกรรมยามว่าง เป็นต้น
ซึ่งในปี 2019 ก็มีเมืองที่น่าสนใจจากทั่วโลก เปลี่ยนอันดับเข้ามาติดในอันดับต้นๆมากมาย
และทาง abourFriday.com ก็คัดเอา 15 เมืองที่มีอันดับสูงที่สุด เพื่อมาเรียบเรียงให้เพื่อนๆครับ
โดย ’15 อันดับเมืองที่เหมาะสำหรับคนทำงานฟรีแลนซ์ (Freelance) มากที่สุด ประจำปี 2019′
จะมีเมืองอะไรบ้างนั้น มาติดตามกันเลยครับ
 
*’Nomad List’ จะวัดเอาจากรายได้พื้นฐาน ของฟรีแลนซ์เป็นที่ตั้งนะครับ
โดยวัดเอาจากรายได้ ที่รับเป็นดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ค่าครองชีพอาจจะออกมาค่อนข้างแพง
เพราะการวัดสถิติ จะวัดเอาจากกรณีที่สามารถใช้ชีวิตได้แบบสบายๆ ไม่ใช่แบบประหยัด
คือค่าใช้จ่ายโดยประมาณ ที่อาจจะชำเป็นสำหรับชาวต่างชาติ ไม่ใช่คนในท้องถิ่น
ดังนั้นไม่ต้องตกใจ หากผมแปลงเป็นค่าเงินบาท แล้วมันดูเยอะเกินไปบ้างครับ
 
15. เบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน
เมืองหลวงของประเทศเยอรมัน อย่างกรุงเบอร์ลิน (Berlin) ติดอันดับเข้ามาในอันดับที่ 15
แม้ว่าค่าครองชีพจะอยู่ที่ราวๆเกือบ 2800 ดอลลาร์ (88,000 บาท) ต่อเดือน ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงมากๆ
แต่กรุงเบอร์ลิน ถือเป็นเมืองที่มีความศิวิไลซ์แทบทุกอย่างอยู่แล้ว
อีกทั้งผู้คนส่วนใหญ่ยังพูดภาษาอังกฤษได้ ทำให้ไม่ต้องปรับตัวอะไรมากเกินไปนัก
อีกทั้งสภาพอากาศตลอดปีก็ดี แถมยังเป็นเมืองแห่งจักรยานอีกต่างหาก ก็ไม่แปลกใจครับ
ที่กรุงเบอร์ลิน จะสามารถติดเข้ามาได้ในอันดับ 15 ของปี 2019
นอกเหนือจากนี้คงเป็นเรื่องคุณภาพชีวิต ที่เรียกว่าดีค่อนข้างมากๆเลยก็ว่าได้ครับ
 
 
14. วอร์ซอ ประเทศโปแลนด์
กรุงวอร์ซอ (Warsaw) เข้ามาติดอันดับแบบเซอร์ไพรส์ทีเดียวครับ แต่จริงๆก็ไม่แปลกครับ
เพราะโปแลนด์เป็นประเทศที่ค่อนข้างสงบ แถมกรุงวอร์ซอ ก็เป็นเมืองหลวงที่พัฒนามาไกล
โดยเฉพาะในย่านศูนย์กลางธุรกิจของเมือง ก็เหมือนกับประเทศแนวหน้าของยุโรปเลย
แถมยังมีวงดนตรีดีๆ มาจัดคอนเสิร์ตทัวร์บ่อยๆอีก ถือเป็นไลฟ์สไตล์ที่ค่อนข้างดีเลยครับ
พิเศษสุดก็ตรงที่ค่าครองชีพ โดยจะอยู่ที่ราวๆ 1,600 ดอลลาร์ (50,000 บาท) ต่อเดือน
ถือว่าถูกกว่าเมืองใหญ่ๆในยุโรปหลายๆเมืองครับ
 
 
13. บาร์เซโลน่า ประเทศสเปน
เมืองบาร์เซโลน่า (Barcelona) ไม่ใช่แค่เมืองที่มีแค่ทีมฟุตบอลเท่านั้นนะครับ
เพราะบาร์เซโลน่ายังเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมต่างๆมากมาย รวมถึงเป็นเมืองแห่งการศึกษา
เพราะมีนักศึกษาจำนวนมาก มาเรียนภาคเรียนพิเศษที่นี่ ทำให้มีชาวต่างชาติอาศัยจำนวนมาก
แต่ไม่ว่าคุณจะมาจากไหน คุณก็สามารถปรับตัวให้กลมกลืนกับที่นี่ได้แบบง่ายๆ
เนื่องจากหลายคนอาจจะไม่ทราบว่า ที่บาร์เซโลน่าขึ้นชื่อถึงเรื่องวัฒนธรรมหลากหลายมากๆ
แถมไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่นี่ยังเป็นมิตร และมีชีวิตกลางคืนที่สนุกสนาน
ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยามราตรีของเมืองบาร์เซโลน่า ได้รับการยอมรับในระดับต้นๆเลย
แถมยังอากาศดีตลอดทั้งปี ไม่หนาวจนเกินไป และ ไม่ร้อนจนทนไม่ได้แบบไทย
แต่ปัญหาใหญ่ก็คือค่าครองชีพ เพราะค่าเช่าอพาตเมนต์ ที่บาร์เซโลน่าค่อนข้างแพงมาก
อันที่จริงก็แพงแทบทุกอย่างครับ โดยค่าครองชีพจะอยู่ที่ราวๆ 3,100 ดอลลาร์ (98,000 บาท)
แต่อย่างที่บอกครับ นี่เป็นราคาแบบที่จะอยู่ได้แบบสบายๆ ไม่ใช่แบบประหยัด
 
 

12. เบลเกรด ประเทศเซอร์เบีย
กรุงเบลเกรด (Belgrade) น่าจะสร้างความแปลกใจให้เพื่อนๆไม่น้อยแน่ๆครับ ว่าทำไมถึงติดอันดับ?
แต่จะให้พูดถึงด้านไหนล่ะครับ เพราะกรุงเบลเกรด เองก็เป็นเมืองหลวงที่ค่อนข้างสงบ
ความปลอดภัยในชีวิตก็ค่อนข้างสูง เหมือนกับประเทศยุโรปตอนกลางทั่วไป
ส่วนเรื่องกิจกรรมนันทนาการต่างๆ เชื่อว่าที่เบลเกรดก็มีให้ครบ ไม่ต่างจากที่อื่นแน่นอน
แต่ที่แตกต่างก็คือค่าครองชีพครับ ที่จะทำให้คุณมาอยู่อาศัยได้แบบสบายๆ
ที่ราวๆเดือนละ 1,400 ดอลลาร์ (44,000 บาท) เพียงเท่านั้น คุณก็สามารถมาอยู่ยุโรปได้แล้ว!

 
 

11. เชียงใหม่ ประเทศไทย
เมืองเชียงใหม่ (Chiang Mai) ที่ใครๆก็หลงรัก ติดอันดับเข้ามาที่อันดับ 11 ครับ
ซึ่งความจริงเชียงใหม่เคยอยู่สูงถึงอันดับที่ 1 เลยนะครับ แต่อันดับตกลงมาไม่ทราบสาเหตุ
โดยอาจจะเป็นเรื่องของสุขภาพก็ได้ เพราะเชียงใหม่ประสบปัญหาหมอกควันในฤดูร้อนของทุกปี
แต่สาเหตุหลักน่าจะเพราะเชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่ค่อนข้างแคบ และ ไม่มีกิจกรรมให้ทำมากนัก
เพราะเหล่าฟรีแลนซ์คงเลือกอยู่กรุงเทพกันมากกว่า เพราะมีสีสันมากกว่า และใกล้กับทะเล
คือต้องยอมรับครับ ว่าถ้าไม่มาตกหลุมรักเชียงใหม่จริงๆ มันมีจังหวัดตัวเลือกอื่นอีกมาก
โดย ‘Nomad List’ ประเมินค่าครองชีพของเชียงใหม่อยู่ที่ 1,100 ดอลลาร์ (34,000 บาท)
ซึ่งก็ไม่แปลกนะครับ ถ้าเช่าคอนโดใจกลางเมือง หรือ บ้านเช่า ก็ประมาณ 12,000-18,000 บาท
ที่เหลือแบบพอให้กินอยู่แบบหรูหรา ก็ต้องประมาณนี้ ยิ่งเป็นคนต่างชาติด้วย

 
 
10. ลิสบอน ประเทศโปรตุเกส
กรุงลิสบอน (Lisbon) เมืองหลวงของประเทสโปรตุเกส มีทุกอย่างที่บรรดาฟรีแลนซ์ต้องการ
ทั้งอากาศดีๆ, เมืองสถาปัยกรรมสวยๆ, ไลฟ์สไตล์ที่สงบ, โลกราตรีที่มีแสงสีเสียงรื่นเริง,
ร้านอาหารดีๆ, ติดริมทะเล, การคมนาคมที่สะดวก เรียกได้ว่ามีครบแทบทุกอย่าง
แถมค่าครองชีพจะอยู่ที่ราวๆ 2100 ดอลลาร์ (66,000 บาท) เท่านั้น…
เอาล่ะครับ อย่าพึ่งรีบตกหลุมรักลิสบอนกันซะก่อนล่ะ!
 
 

9. ไทเป ประเทศไต้หวัน
กรุงไทเป (Taipei) เมืองหลวงของประเทศไต้หวัน จะเรียกว่าเป็นกรุงเทพ เวอร์ชั่นพัฒนาแล้วก็ได้ครับ
เพราะไทเป มีทุกอย่างที่กรุงเทพมี เพียงแค่มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าอยู่ค่อนข้างมาก
และด้วยค่าครองชีพราวๆ 1,700 ดอลลาร์ (53,500 บาท) ก็เพียงพอที่จะอยู่แบบสบายๆแล้ว
ซึ่งที่ไทเป มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่เยอะมากครับ ทั้งที่มาทำงานกันเป็นหลักแหล่งก็เยอะ
โดยสิ่งสำคัญที่ทำให้ไทเปค่าครองชีพแพง ส่วนใหญ่จะเป็นค่าเช่าคอนโดครับ

 
 

8. โฮจิมินห์ ซิตี้ ประเทศเวียดนาม
นครโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh City) เมืองที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนามทางตอนใต้ ติดอันดับเข้ามาครับ
โดยอยู่สูงถึงอันดับ 8 เลย น่าสนใจครับว่าทำไมนครโฮจิมินห์ ถึงอยู่สูงได้ขนาดนี้เหมือนกัน
เพราะสภาพสังคมของเวียดนาม ถ้าพูดกันตรงๆยังตามไทยอยู่เยอะมากครับ
การคมนาคมก็เข้าขั้นแย่เหมือนกัน ค่าครองชีพก็พอๆกันกับกรุงเทพด้วย ไม่หนีกันมากเท่าไหร่
แต่ที่เวียดนามจะถูกกว่าในเรื่องของอาหาร ที่มีฟู้ดสตรีทอร่อย และ ราคาถูกมากๆ
ส่วนตัวเชื่อว่าที่นครโฮจิมินห์ เป็นเมืองที่เหมาะกับฟรีแลนซ์ เพราะค่าครองชีพที่ถูกครับ
เพียงแค่ 1,000 ดอลลาร์ (31,500 บาท) ต่อเดือน ก็พออยู่ได้แบบหรูหราแล้ว

 
 

7. บูดาเปสต์ ประเทศฮังการี
กรุงบูดาเปสต์ (Budapest) เมืองหลวงของประเทศฮังการี จะเข้ามาติดอันดับสูงๆก็ไม่แปลกครับ
เพราะบูดาเปสต์ เป็นเมืองในยุโรปตอนกลาง ที่สวยที่สุดเมืองหนึ่งเลยก็ว่าได้
ด้วยสถาปัตยกรรมต่างๆ รวมไปถึงไลฟ์สไตล์ที่ค่อนข้างสงบ แต่ก็มีกิจกรรมให้ทำมากมาย
นอกจากนี้ค่าครองชีพที่บูดาเปสต์ ยังค่อนข้างถูกมากๆเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ในยุโรปเมืองอื่น
โดยค่าครองชีพจะอยู่ที่เดือนละ 1,600 ดอลลาร์ (50,500 บาท) เท่านั้น!
เรียกได้ว่าน้อยนิดทีเดียว ถ้าจะมาอยู่ยุโรปได้ด้วยค่าครองชีพเพียงเท่านี้
แต่ที่บูดาเปสต์ ปัญหาใหญ่ก็คือเรื่องของภาษา เพราะภาษาฮังการี เป็นภาษาที่ยากมากๆ
โดยเฉพาะใช้สำหรับสื่อสาร และชาวฮังการี ก็ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษมากด้วยครับ

 
 

6. เมเดยิน ประเทศโคลอมเบีย
น่าสนใจมากครับ ที่เมืองเมเดยิน (Medellin) เมืองใหญ่ของประเทศโคลอมเบีย
ที่อยู่ในทวีปอเมริกาใต้ เข้ามาติดอันดับได้อย่างไร เพราะอินเตอร์เน็ตก็ความเร็วต่ำมากๆ
เมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยของที่อยู่อาศัยด้วย
เพราะโคลอมเบียเอง ยังถูกมองว่าเป็นประเทศแห่งยาเสพติด และที่กบด่านแก๊งอาชญากรรม
แต่จริงๆแล้วนั่นเป็นข่าวภายนอกครับ เพราะเมืองเมเดยิน ถือว่าเป็นเมืองที่พัฒนาไวมาก
และค่อนข้างเป็นมิตรกับชาวต่างชาติ รวมไปถึงค่าครองชีพที่แสนถูก
โดยตกที่เดือนละราวๆ 1,200 ดอลลาร์ (38,000 บาท) ก็สามารถใช้ชีวิตได้แบบสบายๆครับ
เหมาะสำหรับฟรีแลนซ์สายบล็อกเกอร์ ที่ไม่ต้องการความสะดวกด้านไอทีเท่าไหร่

 
 

5. บัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนติน่า
กรุงบัวโนสไอเรส (Buenos Aires) ถือเป็นเมืองในฝันของฟรีแลนซ์เลยก็ว่าได้ครับ
เพราะว่ากรุงบัวโนสไอเรส เป็นเมืองหลวงของประเทศอาร์เจนติน่า และยังเป็นเมืองท่า
รวมถึงเมืองเศรษฐกิจสำคัญ อีกทั้งสถาปัตยกรรม ความสวยงามของเมืองยังน่าทึงมากๆ
ที่สำคัญที่สุดคือมีกิจกรรมให้ทำเยอะมาก ทั้งสถานบันเทิงยามค่ำคืน หรือ ร้านอาหารดีๆ
แถมยังอยู่ติดกับทะเล ให้มาเดินเล่นยามว่างได้ตามอัธยาศัย และอากาศยังดีตลอดปี
ซึ่งบัวโนสไอเรส ยังเป็นเมืองที่เจริญเติบโตไวมาก จึงไม่แปลกครับที่บรรดาฟรีแลนซ์
จะมาจับจองพื้นที่กันก่อน เพราะค่าครองชีพต่อเดือนเพียง 1,200 ดอลลาร์ (38,000 บาท) เท่านั้น
เพื่อนๆก็สามารถมาใช้ชีวิตที่อเมริกาใต้ได้แล้ว ที่ประเทศอาร์เจนติน่า!

 
 

4. โซล ประเทศเกาหลีใต้
กรุงโซล (Seoul) เมืองหลวงของประเทศเกาหลีใต้ ถือว่าขึ้นชื่อมากในชาวฟรีแลนซ์ครับ
เพราะชาวฟรีแลนซ์จำนวนมาก เลือกมาอาศัยทำงานอยู่ที่นี่ เพราะที่นี่คือศูนย์รวมความไอที
ทั้งอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ที่เหมาะสำหรับฟรีแลนซ์สายไอที หรือกระทั่งด้านฮาร์ดแวร์
ที่กรุงโซลก็เหมือนเป็นใจกลางอยู่แล้ว ทำให้สามารถหาซื้อสินค้าที่ต้องการได้ง่ายๆ
ดังนั้นฟรีแลนซ์สายไอที จึงมองว่ากรุงโซล คือดินแดนสวรรค์แห่งหนึ่งเลยครับ
โดยค่าครองชีพนั้นถือว่าค่อนข้างแพงครับ ซึ่งจะตกอยู่ที่เดือนละ 2,450 ดอลลาร์ (77,000 บาท)
ส่วนปัญหาที่คนไทยมองว่า ชาวเกาหลีใต้ไม่ค่อยต้อนรับชาวต่างชาติ
หรือเกาหลีใต้ไม่ได้น่าอยู่เลย ที่มีความคิดเห็นออกมาประมาณนี้ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองครับ
เพราะสังคมฟรีแลนซ์จะแตกต่างออกไปมาก ไม่เหมือนคนที่ลักลอบเข้าไปทำงานอยู่
ซึ่งตรงนั้นทำให้เห็นสังคมด้านมืดมากกว่า แต่ถ้าเราทำงานสู้ทำงานฟรีแลนซ์ของเราไป
และปฏิบัติตามกฏระเบียบสังคม ผมว่ากรุงโซล ก็เป็นอีกเมือง ที่สมควรติดอันดับสูงขนาดนี้ครับ

 
 

3. ปราก ประเทศสาธารณรัฐเช็ก
กรุงปราก (Prague) เมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐเช็ก ไม่แปลกที่จะติดเข้ามาในอันดับ 3 ครับ
เพราะปราก เป็นเมืองในยุโรปตอนกลางที่สวยงามมากๆ ผู้คนเป็นมิตร มีเศรษฐกิจที่ดี
ซึ่งปราก ยังถูกโหวตให้เป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิตดีติดอันดับมาตลอด จากหลายแหล่งอ้างอิง
นอกจากเรื่องของภาษา ที่น่าจะเป็นอุปสรรคอยู่หน่อยๆ อย่างอื่นแทบจะไม่มีอะไรติเลยก็ว่าได้ครับ
โดยค่าครองชีพจะอยู่ที่ 2,000 ดอลลาร์ (63,000 บาท) ต่อเดือนเท่านั้น

 
 

2. กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
กรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทย ติดอันดับเข้ามาในอันดับที่ 2 ครับ (ว้าว ว้าว ว้าว!)
ซึ่งไม่น่าแปลกใจครับ เพราะกรุงเทพมีทุกอย่าง (ย้ำว่าทุกอย่าง) ที่จำเป็นสำหรับฟรีแลนซ์
ทั้งอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง, เอ็นเตอร์เทนเมนต์ทุกรูปแบบ, สถานที่ท่องเที่ยวยามราตรี,
อาหารการกินในราคาถูก (แถมยังมีขายทุกชาติบนโลก) ค่าเช่าคอนโดที่ราคาไม่แพง,
การเข้าถึงบริการด้านพยาบาลที่ง่าย รวมถึงกิจกรรมต่างๆที่มีมากมายนับไม่ถ้วน
แถมยังอยู่ไม่ไกลจากทะเล หรือ ธรรมชาติเช่นภูเขา, น้ำตก ที่สามารถไปพักผ่อนได้สะดวก
ใช่ครับทั้งหมดนี้มีอยู่ในกรุงเทพฯ ที่ทำให้บรรดาคนนอกต่างชื่นชอบ และ อยากมาอยู่อาศัย
แม้จะมีปัญหาเรื่องการคมนาคม หรือ จราจร หรือ อะไรต่างๆที่มุมที่ไม่ชอบก็ตาม
แต่ในสายตาชาวต่างชาติแล้ว ‘กรุงเทพ’ คือ ‘เมืองวิมาน’ ครับ
อันที่จริงถ้าเรามองด้านดีของกรุงเทพ และ มีรายได้มากพอที่จะใช้ชีวิตแบบชนชั้นกลาง
มันก็ดีมากเลยนะครับ เพราะค่าครองชีพที่ทาง ‘Nomad List’ คำนวณไว้ให้
จะอยู่ที่ราวๆ 1,450 ดอลลาร์ (46,000 บาท) ซึ่งถ้ารายได้ระดับนี้ก็พออยู่แบบสบายๆครับ

 
 
1. ชังกู, บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย
ชังกู (Canggu) หมู่บ้านในเกาะบาหลี (Bali) ที่ประเทศอินโดนีเซีย ติดอันดับเข้ามาในอับดับ 1
แน่นอนครับ เชื่อว่าหลายคนคงมีแต่ความสงสัย ว่าทำไมถึงได้ติดอันดับสูงสุดได้แบบนี้
ซึ่งชังกู เป็นหมู่บ้านติดทะเลครับ และก็มีนายทุนต่างชาติ เข้ามาทำการพัฒนาพื้นที่
และกลายเป็นว่าที่นี่เหมือนเป็นพื้นที่ของฝรั่งไปเลย เพราะไปทางไหนก็จะเจอแต่ชาวต่างชาติ
โดยเฉพาะชายหาดที่เป็นที่เล่นเซิร์ฟบอร์ด คือเหมือนว่าชาวต่างชาติเค้ามารวมตัวกันที่นี่
เหมือนช่วงยุค 70’s ที่รวมตัวกันไปที่อินเดีย อะไรแบบนั้นน่ะครับ
ส่วนตัวผมไม่ทราบนะครับ ว่าเค้าโปรโมทเป็นพิเศษหรือเปล่า (แต่คิดว่าใช่แน่ๆ)
เพราะเหมือนจะพยายามาสร้างคอมมูนิตี้ใหม่ๆที่นี่ ให้อารมณ์เหมือนพัทยา หรือ ภูเก็ตเลยครับ
มีครบทั้งอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง, โรงแรม-รีสอร์ท, บ้านเช่าสวยๆแบบหลังใหญ่ๆ
เพียงแต่ค่าครองชีพจะอยู่ที่เดือนละ 1,000 ดอลลาร์ (31,500 บาท) เท่านั้นเอง
ซึ่งน่าจะถูกกว่านี้มากๆ ถ้าเอาตัวเลขแบบใช้จ่ายประหยัดมาเป็นตัวคำนวณ!
บางคนก็เปิดร้าน หรือ ทำงานที่นั่นกันเลย ผสมผสานกลมกลืนกับคนในพื้นที่ไป
ก็น่าสนใจครับ และ นี่ก็เป็นเหตุผลที่ชังกู ได้รับการโหวตเข้ามาในอันดับที่ 1
 
และนี่ก็เป็น ’15 อันดับเมืองที่เหมาะสำหรับคนทำงานฟรีแลนซ์ (Freelance) มากที่สุด ประจำปี 2019′
ซึ่งถ้าใครกำลังมองหาข้อมูลอยู่ บทความนี้น่าจะช่วยเพื่อนๆได้ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ
โดยเฉพาะคนที่กำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ กับการทำงานในต่างแดน
ผ่านการทำงานแบบฟรีแลนซ์ น่าจะช่วยตอบโจทย์เพื่อนๆได้มากทีเดียวครับ
เขียน และ เรียบเรียงโดย: https://www.aboutfriday.com
ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก: https://nomadlist.com/
ขอบคุณภาพประกอบจาก: https://kingpowermahanakhon.co.th/