Home Best Columns

21 หนังสะท้อนปัญหาสังคมของวัยรุ่น ที่ควรดูมากที่สุด!

3685
ปัญหาสังคมของวัยรุ่น (Social Issues & Teenage) ไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาส่วนตัวเท่านั้น
แต่รวมไปถึง ปัญหาภาพรวมในสังคมของเด็กวัยรุ่น
ทั้งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในสังคม การมีเรื่องของค่านิยมใหม่ๆเข้ามา
หรือ การไม่ยอมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่สังคมวางไว้
ทั้งนี้ยังรวมไปถึง ปัญหาครอบครัว หรือสังคมรอบข้าง ที่ปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยเช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาการตั้งแก๊งทะเลาะวิวาท, ปัญหาการกลั่นแกล้ง, ปัญหาการถูกกีดกัน,
ปัญหาการหลงผิด, ปัญหาการเข้ากลุ่มเพื่อน, ปัญหาการขาดความมั่นใจในตนเอง
ไปจนถึงปัญหากับผู้ปกครอง ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาสังคมของวัยรุ่นทั้งสิ้น
 
วงการหนัง-ภาพยนตร์ ก็มีหนังจำนวนมาก ที่พยายามถ่ายทอดเรื่องราวปัญหาสังคมของวัยรุ่น
ที่ล้วนช่วยให้เราทำความเข้าใจ รวมถึงมองเห็นถึงปัญหาได้ง่ายยิ่งขึ้น
และทาง Aboutfriday.com ก็ได้คัดเลือกเอาจากหนังสะท้อนปัญหาสังคมของวัยรุ่นจำนวนมาก
ตัดเหลือเพียง 21 เรื่องสุดท้าย ที่ควรดูมากที่สุด ดังต่อไปนี้ครับ
*ซึ่งที่เลือกจำนวน 21 เรื่องเพราะว่า อายุ 21 คืออายุที่ถือว่าข้ามขอบเขตเกินวัยรุ่นแล้วครับ
คุณสามารถทำอะไรได้ทุกอย่างในฐานะผู้ใหญ่เต็มตัว หากคุณอายุ 21 ปีขึ้นไป
 
Rebel Without a Cause (1955)
Rebel Without a Cause (1955) เป็นเรื่องราวของเด็กชายหัวดื้อรั้น ที่ต้องย้ายมายังเมืองใหม่
ซึ่งเขาได้พบเพื่อนรักคนใหม่ และ เหล่าแก๊งหัวโจกของโรงเรียน ที่พร้อมจะกลั่นแกล้งเขาตลอดเวลา
ทำให้ ‘จิม สตาร์ค’ ไม่มีทางเลือก เพราะอีโก้ส่วนตัว ทำให้เขาพร้อมต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของตัวเขาเอง
ทั้งนี้ปัญหาก็เพราะจากที่บ้านเป็นสาเหตุ เพราะพ่อของเขาไม่เคยยืนหยัดเพื่ออะไรทั้งสิ้น
ส่วนแม่ของตัวเขาเองก็ตำหนิเขาทุกสิ่งอย่าง ทำให้เขาต้องรับแรงกดดันตลอดเวลาที่ผ่านมา
โดย ‘Rebel Without a Cause’ ถือเป็นหนังเรื่องแรกๆ ที่พูดถึงปัญหาแก๊งวัยรุ่นในยุค 50’s
ที่เข้ามามีบทบาททางสังคมในช่วงนั้น เพราะค่าวัตถุนิยมใหม่ๆ
รวมถึงปัญหาความห่างเหินของสถาบันครอบครัว ที่ถือเป็นปัญหาสังคมของวัยรุ่นมาตลอด
นอกจากนี้เป็นหนังที่ทำให้เจมส์ ดีน (James Dean) โด่งดังอย่างมากที่สุด
แม้ว่าต่อมาเขาจะเสียชีวิตด้วยอายุเพียง 24 ปีเท่านั้น
 
 
The 400 Blows (1959)
The 400 Blows (1959) เป็นหนังฝรั่งเศส ในยุคของ ‘French New Wave’ (คลื่นลูกใหม่ฝรั่งเศส)
เพราะในช่วงนั้นมีหนังจำนวนมาก ที่ทำลายกบฏเดิมๆของแนวทางการทำหนัง
โดย The 400 Blows (1959) ก็ถือเป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
หนังว่าด้วยเรื่องราวของ ‘อองตวน’ เด็กหนุ่มอายุเพียง 14 ปี ที่อาศัยอยู่ในกรุงปารีส
ต้องคอยเผชิญ และ เรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยตัวเอง เพราะพ่อ และ แม่ ไม่เคยให้ความสนใจเขา
เนื่องจากปัญหาระหว่างพ่อ-แม่ และ ปัญหาการเงิน ที่ทำให้ครอบครัวไม่เคยมีความสุข
ซึ่งทำให้อองตวน ไม่สามารถปรึกษาเรื่องใดๆกับใครได้ ในขณะที่ตัวเขาเริ่มโตเป็นหนุ่ม
เขาไม่รู้ว่าสิ่งต่างๆที่ทำไปถูกหรือผิด เพราะไม่มีใครคอยสั่งสอน
อองตวนคิดว่า ‘การที่เขาขโมยเงินยายของเขานั้น ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไร เพราะเธอแก่แล้ว
เธอกินน้อย เดี๋ยวเธอก็ตาย ซึ่งทำให้เธอคงไม่ค่อยได้ใช้เงิน เขาเลยขโมยออกมาจำนวนหนึ่ง’
หรือการที่พ่อ-แม่ บอกว่าเขาชอบโกหก ซึ่งอองตวนก็ยอมรับว่า
‘เขาโกหกบางครั้ง เพราะบางครั้ง ถึงพูดความจริงไปพ่อแม่ก็ไม่เชื่ออยู่แล้ว เขาจึงเลือกโกหกดีกว่า’
โดย ‘The 400 Blows’ ถือว่าเป็นอีกหนังคลาสสิค ที่ตั้งคำถามถึงปัญหาสังคมของวัยรุ่น
ได้แบบเจาะจงลึก เพราะหนังสามารถคุยถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้แบบตรงไปตรงมา
โดยเล่าเรื่องผ่านแนวคิดของ ‘อองตวน’ เด็กชายวัย 14 ปี ที่อยู่ในช่วงวัยแห่งการค้นหา
ยังไงก็ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ
 
 
To Sir, with Love (1967)
To Sir, with Love (1967) เป็นหนังสัญชาติอังกฤษ ที่พูดถึงวิศวกรผึกหัด ที่มีอนาคตสดใสรออยู่
ดันเลือกมารับงานเป็นคุณครูสอนนักเรียนชั่วคราว ในระหว่งาที่รอการเรียกเข้าทำบริษัทใหญ่
โดยเขาเข้าสอนที่โรงเรียนรัฐบาล ในย่านเสื่อมโทรมของกรุงลอนดอน อย่างย่านเดอะ อีสต์-เอนท์
ทำให้พบว่านักเรียนที่นี่ไร้ความเคารพ และหลงระเริงไปกับวัตถุนิยม และ ค่านิยมใหม่ๆของยุค 60’s
เพราะการเข้ามาของวงดนตรีร็อค แอนด์ โรล และ แฟชั่นใหม่ๆ ที่แหกกฏวัฒนธรรมเดิมๆ
และนำค่านิยมใหม่ๆเข้ามาสู่วัยรุ่นยุคนั้น ทำให้เด็กมีปัญหาในเรื่องของกฏระเบียบ
รวมไปถึงเรื่องของความเคารพ ที่เขาต้องสร้างมันขึ้นมา ไม่ใช่ไปขอจากเหล่านักเรียนโดยตรง
ทำให้ ‘To Sir, with Love’ ถือเป็นหนัง ที่ควรหามาให้เด็กวัยรุ่นดูอย่างมากครับ
 
 
The Outsiders (1983)
The Outsiders (1983) เป็นหนังของผู้กำกับชื่อดังอย่าง ‘ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า’
ที่ขนนักแสดงวัยรุ่นระดับแนวหน้าตอนนั้นมารวมกันไว้ก็ว่าได้
โดยหนังเล่าเรื่องราวของกลุ่มแก๊งเด็กวัยรุ่น ในเมืองโอกลาโฮม่า ที่มักมีปัญหากับแก๊ํงคู่อริ
ซึ่งต้องเรียนรู้บทเรียนราคาแพง จากความหลงระเริงเกิดลิมิต ที่สะท้อนปัญหาสังคมของวัยรุ่น
โดยถือเป็นหนังสอนใจวัยรุ่นเรื่องเยี่ยม ที่มีนักแสดงระดับท็อปของฮอลลีวู้ด เป็นตัวเดินเรื่องครับ
 
 
Sixteen Candles (1984)
Sixteen Candles (1984) ถือเป็นหนังเรื่องแรกๆ ที่เล่าเรื่องราวของปัญหาสังคมวัยรุ่นของผู้หญิง

เพราะมีไม่กี่เรื่องในยุคนั้น ที่จะเล่าผ่านมุมมองของผู้หญิงบ้าง
นอกจากนี้ยังไม่ใช่หนังดราม่าหนักๆ แต่เป็นหนังคอมเมดี้/โรแมนติก ที่ดูง่ายได้รอยยิ้ม
จากผลงานแจ้งเกิดของผู้กำกับ ‘จอห์น ฮิวจ์ส’
โดยเป็นเรื่องราวของ ‘ซาแมนธา’ เด็กหญิงที่กำลังจะเข้าสู่อายุ 16 ที่ประสบปัญหาสังคมวัยรุ่น
เพราะไม่เคยมีแฟน หรือ มีความโรแมนติกใดๆทั้งสิ้น ทั้งการที่ไปแอบรักรุ่นพี่สุดฮอตในโรงเรียน
หรือ การที่ครอบครัวไม่ค่อยได้สนใจเธอมากนัก จากการที่พากันลืมวันเกิดเธอ
เพราะพี่สาวสุดฮอตของเธอ กำลังจะจัดงานแต่งงาน
และ เรื่องราววุ่นๆก็เกิดขึ้น เมื่อเธอแอบเขียนคำตอบในแบบสอบถามลับๆสำหรับผู้หญิง
แต่กลายเป็นว่ารุ่นพี่ที่เธอแอบรัก ได้อ่านแบบสอบถามนั่นโดยไม่ได้ตั้งใจ…

 
The Breakfast Club (1985)
The Breakfast Club (1985)คือหนังที่พูดถึงปัญหาสังคมของวัยรุ่นได้ดีที่สุด (อาจจะที่เคยมีมาด้วย)
โดยเป็นเรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่น 5 คน ที่ต้องมาโรงเรียน ในวันเสาร์ตอนเช้า เพราะโดนโทษกักบริเวณ
จากการทำโทษ โดยครูเจ้าระเบียบรายหนึ่ง เพราะต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ซึ่งทั้ง 5 คนนั้น ไม่มีอะไรเหมือนกันเลยแม้แต่นิดเดียว
คนที่หนึ่ง เป็นเด็กเกเร ที่ไม่มีใครสนใจยุ่งเกี่ยว,
ส่วนคนที่สอง เป็นเด็กบ้านรวยแสนสวย เป็นดาวดังระดับโรงเรียน
คนที่สาม เป็นนักเรียนเด่น ดีกรีระดับนักกีฬาของโรงเรียน,
คนที่สี่ เป็นเด็กหลังห้องที่ดูแปลกแยก
และคนที่ห้า เป็นเด็กเรียนดี มาดเนิร์ดๆ ที่เข้ากับผู้คนได้ยาก
แม้ว่าจุดเริ่มต้นของการถูกกักบริเวณของพวกเขาจะแตกต่างกันก็ตามที กระนั้นพวกเขากับพบว่า
พวกเขาต้องขอบคุณครูเจ้าระเบียบรายนั้น ที่ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน
ถือเป็นผลงานอันโด่งดังอีกเรื่อง ของผู้กำกับ ‘จอห์น ฮิวจ์ส’ ที่แจ้งเกิดจาก Sixteen Candles (1984)
 
 
La Haine (1995)
La Haine (1995) เล่าถึงเรื่องราวของเพื่อนรัก 3 คน ในวัยกำลังห้าว
และ เลือดร้อนที่มาจากครอบครัวผู้อพยพ โดยอาศัยอยู่ในโปรเจ็ค หรือ ย่านเสื่อมโทรม
ของรอบนอกกรุงปารีสกำลังประสบกับช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
เมื่อตำรวจเข้าสลายการประท้วงจากความเกลียดชัง
และทำให้ ‘วินซ์’ เด็กหนุ่มที่อยากเป็นแก๊งสเตอร์ ตัดสินใจที่จะฆ่าตำรวจเพื่อแก้แค้น
ให้เพื่อนที่ถูกตำรวจทำร้าย ตอนสลายการประท้วง และ เรียกคะแนนความเคารพ
จากบรรดาพวกพ้องด้วยกัน ซึ่งด้วยความที่เขามีความเกลียดชังต่อตำรวจ ฝังอยู่เต็มเปี่ยม
ทำให้ความเกลียดชัง/เหยียดเชื้อชาติ ระหว่างตำรวจ และ ผู้อพยพ กำลังจะถึงจุดระเบิดอีกครั้ง
 
 
Kids (1995)
Kids (1995) ฉายภาพเรื่องราวของเด็กเสเพล ที่อาศัยอยู่ในมหานครนิวยอร์ก
โดยที่วันๆไม่ทำอะไร นอกจากเสพยา, มีเซ็กส์, เล่นสเก็ตบอร์ด และเตร็ดเตร่ไปทั่วเมือง
แต่ในหนึ่งวันที่ธรรมดานั้น กลับมีเรื่องราวบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของใครบางคน
หรืออาจจะสองคน…หรือสามคน ที่สามารถกระทบจิตใจของผู้ชมได้แบบสุดๆ
ถ้าหากใครอยากดูหนังบรรยากาศยุค 90’s ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง ต้องเรื่องนี้เลยครับ
บทวิจารณ์ และ เรื่องย่อ: https://www.aboutfriday.com/kids-1995.html
 
 
Trainspotting (1996)
Trainspotting (1996) เป็นหนังที่คล้ายคลึงกับ ‘Kids’ มากๆ เพียงแต่อยู่ในวัยรุ่นที่โตมากกว่า
โดยเล่าถึงเรื่องราวของ ‘เลนตัน’ และกลุ่มเพื่อนของเขา ในเมืองเอดินบะระ, สก็อตแลนด์
ที่กำลังเสพติดยากันอย่างหนัก ในยุคที่ ‘เฮโรอีน’ กำลังระบาดอย่างหนัก
ก่อนที่พวกเขาต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงสำคัญในชีวิต ที่อาจจะทำให้พวกเขาเติบโตมากขึ้น
นอกจากนี้ ‘Trainspotting’ ยังถือเป็นหนังที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในหลายๆเรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาสังคมของวัยรุ่น และ ยาเสพติด อย่างเฮโรอีน ที่ระบาดหนักในยุคนั้น
 
 
The Virgin Suicides (1999)

The Virgin Suicides (1999) เป็นหนังที่ค่อนข้างหนักพอสมควร เพราะพูดถึงปัญหาของเด็กผู้หญิง
ในหลายๆบริบท โดยเฉพาะปัญหาในครอบครัว, ปัญหาการรับมือกับสังคม และเรื่องอื่นๆ
โดยเล่าถึงเรื่องราวในยุค ยุค 70’s ของครอบครัวชนชั้นกลาง ครอบครัวหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในย่านที่ดี
ซึ่งเหมือนครอบครัวปกติทั่วไป พวกเขามีลูกสาว 5 คน อายุไล่เลี่ยกัน ตั้งแต่ 13-17 ปี
แต่วันหนึ่งลูกสาวคนเล็กของเขา ก็คิดฆ่าตัวตาย แต่โชคดีที่ถึงมือแพทย์เสียก่อน
เมื่อคุณหมอถามสาเหตุไปว่า ”ทำไมเธอถึงทำแบบนี้”
”เธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชีวิตคนเราสามารถเจอเรื่องแย่ๆได้มากแค่ไหนในอนาคต”
เธอจึงตอบไปว่า ”เพราะคุณหมอไม่เคยเป็นเด็กผู้หญิงอายุ 13 ยังไงล่ะ”
ซึ่ง ‘The Virgin Suicides’ ถือเป็นหนังสถาบันครอบครัว
ที่บอกเล่า และ อธิบาย ถึงวิธีการรับมือปัญหาของสังคมวัยรุ่น แบบผิดวิธีที่เกิดขึ้น

 
 
All About Lily Chou-Chou (2001)
All About Lily Chou-Chou (2001) คือหนังญี่ปุ่น ที่สามารถสร้างประเด็นวิจารณ์ในสังคมได้มากมาย
ซึ่งออกมาทีหลังหนังเรื่อง ‘The Virgin Suicides’ ที่พยายามเล่าเรื่องราวในแบบชวนฝันเหมือนกัน
โดย ‘All About Lily Chou-Chou’ ว่าด้วยเรื่องของ ‘ยูอิจิ’ เด็กชายที่มีปัญหาในสังคมอย่างหนัก
เพราะการถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน ทำให้เขาเลือกที่จะหมกตัวเองอยู่ในโลกอินเตอร์เน็ตมากกว่า
ซึ่ง ‘ยูอิจิ’ มีนักร้องคนโปรดที่เขาชื่นชอบมากอย่าง ‘ลิลี่ ชู-ชู’ ทำให้เขาสร้างเว็บบอร์ดพูดคุย
ที่ไว้ให้คนที่ชื่นชอบ ‘ลิลี่ ชู-ชู’ เหมือนกัน เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
แต่ขณะเดียวกันปัญหาในสังคมของเขาก็แย่ลงเรื่อยๆ จากการถูกกลั่นแกล้งอย่างหนัก
และที่แย่กว่านั้นดันมาจากเพื่อนในอดีตอย่าง ‘โฮชิโนะ’ ที่ทำให้ทุกอย่างขมกลืนเข้าไปอีก
นอกจากโทนหนัง และ เพลงประกอบของ ‘All About Lily Chou-Chou’ ที่เหมือนชวนฝันแล้ว
หนังค่อนข้างออกมามืดหม่นพอสมควร ดังนั้นควรหามาชมในวันที่จิตใจปลอดโปร่งจะดีกว่าครับ
 
 
Bully (2001)
Bully (2001) เป็นหนังที่สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง ว่าด้วยเรื่องของ กลุ่มเพื่อนสนิทกลุ่มหนึ่ง
ที่เหลวแหลกไม่แพ้กัน เพราะใช้ชีวิตไปวันๆกับการเที่ยวเตร่, ดื่มเหล้า, เมายา
ได้วางแผนกันฆ่าเพื่อนวัยเด็กอย่าง ‘บ็อบบี้ เคนท์’ เพราะเขาค่อนข้างเป็นตัวปัญหาอยู่เสมอ
ทั้งอารมณ์รุนแรง, ชอบขู่เพื่อนๆ รวมถึงปัญหายาเสพติด
ทำให้เกิดความกระอักกระอวยในหมู่เพื่อนอย่างมาก แม้ว่าพวกเขาจะเป็นเพื่อนกันก็ตาม
โดย ‘Bully’ ได้นำเสนอมุมมองของวัยรุ่นในอีกแง่มุมของสังคม ซึ่งถือว่าน่าสนใจมากครับ
 
 
L.I.E. (2001)
L.I.E. (2001) ช่วงปลายยุค 90’s ถึงช่วงยุค 2000’s ถือว่าเป็นช่วงที่หนังสะท้อนปัญหาสังคมวัยรุ่น
มีฉายออกมาจำนวนเยอะมาก (ส่วนหนึ่งเพราะความสำเร็จจาก ‘Kids’)
และ ‘L.I.E’ ก็เป็นหนังงานดี ที่พูดถึงปัญหาสังคมของวัยรุ่น อีกเรื่องหนึ่งครับ
โดยพูดถึงเรื่องราวของของ ‘ฮาววี่ย์’ เด็กอายุ 15 ปี ที่พึ่งสูญเสียแม่ไปไม่กี่วันที่ผ่านมา
แต่พ่อกลับมีแฟนใหม่รุ่นลูกอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาไม่ค่อยเป็นที่สนใจเท่าไหร่นัก
โดย ‘ฮาววี่ย์’ กับเพื่อนอย่าง ‘แกรี่’ เริ่มที่จะไปปล้นบ้านคนแก่
แต่ดันไปปล้นบ้านของ ‘บิ๊กจอห์น’ ด้วยความไม่ชอบมาพากลหลังจากนั้น
ทำให้ ‘ฮาววี่ย์’ เริ่มเรียนรู้ความลับหลายๆอย่างของ ‘แกรี่’
ซึ่ง ‘L.I.E.’ ถือเป็นหนังที่บอกเล่าเรื่องราว ของปัญหาเด็กวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี
 
 
City of God (2002)

City of God (2002) หรือ เมืองคนเลวเหยียบฟ้า หนังสัญชาติบราซิล ที่เป็นหนังแผ่นขายดีของไทย
เล่าถึงเรื่องราวของเด็กในสลัมของกรุงริโอ เด จาเนโร ประเทศบราซิล
ระหว่างยุค 1960-80’s กับเส้นทางของชีวิตที่เกิดขึ้น เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น ผ่านการเป็นวัยรุ่น
โดยถ่ายทอดผ่านเรื่องราวของ ‘ร็อคเก็ต’ เด็กที่เติบโตขึ้นมา จนได้เป็นเด็กฝึกงานถ่ายภาพ
และอีกส่วน ถ่ายทอดผ่าน ‘เซ’ ที่เติบโตขึ้นมาเป็นหัวหน้าแก๊งค้ายา
สะท้อนภาพปัญหาของสลัมในบราซิล โดยเฉพาะในสังคมของเด็กๆที่โตมากับสิ่งเหล่านี้

 
 
Thirteen (2003)
Thirteen (2003) ว่าด้วยเรื่องราวของ ‘เทร์ซี่’ เด็กสาวหลังห้อง ที่อยากเป็นที่สนใจในหมู่เพื่อน
ทำให้เธอเริ่มแต่งตัวตามค่านิยมร็อค-ป็อปใหม่ๆ เช่นเจาะหู, เจาะสะดือ ใส่เสื้อเอวลอยบางๆ
เพื่อที่จะได้เป็นเพื่อนกับ ‘อีวี่’ เด็กสาวผู้มั่นใจที่อยู่ในกลุ่มเด็กป็อปปูล่าในโรงเรียน
จนได้เป็นเพื่อนกับเธอในที่สุด แต่ ‘อีวี่’ กับเป็นเพื่อนที่มักมีปัญหาส่วนตัวมากมาย
โดยเฉพาะเรื่องของสังคมวัยรุ่นของเธอ ทำให้เทร์ซี่ที่ตามติดอีวี่ เริ่มไปพัวพันกับปัญหาต่างๆ
ทั้งเรื่องเซ็กส์, ยา และขโมยของ จนมีปัญหากับแม่ของเธอเอง ที่ไม่สามารถคุมเธอได้อีกต่อไป
 
 
Accepted (2006) 
Accepted (2006) เป็นหนังคอมเมดี้/โรแมนติก ที่ถือเป็นหนังที่เบาสมองขึ้นมาหน่อยหนึ่ง
โดยว่าด้วยเรื่องของ ‘บาร์เทิ้ลบี’ เด็กหนุ่มที่เรียนจบไฮสคูลแล้ว แต่ว่าไม่มีมหาวิทยาลัยที่ไหน
รับเขาเข้าเรียนต่อ ทำให้เขาลงทุนกับเพื่อนที่หามหาวิทยาลัยเข้าไม่ได้เหมือนกัน
แล้วทำ ‘มหาวิทยาลัยเก๊’ ขึ้นมา เพื่อหลอกผู้ปกครอง แต่กลายเป็นว่าดันมีคนมาสมัครมากมาย
เพราะไม่สามารถไปหาที่เรียนต่อที่ไหนได้เหมือนกัน
ซึ่ง ‘Accepted’ อาจจะไม่ถือว่าเป็นการพูดถึงปัญหาสังคมเท่าไหร่นัก
แต่จะสะท้อนปัญหาต่างๆเช่นการถูกปฏิเสธจากสังคม หรือ การเป็นที่ยอมรับของสังคม
 
 
This Is England (2006)
This Is England (2006) เป็นหนังสัญชาติอังกฤษ ที่เล่าถึงยุค 80’s ว่าเรื่องราวของ ‘ฌอน’
เด็กอายุ 12 ปี ที่ไม่มีเพื่อนเลย และต้องพบกับความเหงาหลังโรงเรียนปิดเทอมฤดูร้อน
แต่นั่นทำให้ฌอน ได้พบกับเพื่อนข้ามรุ่นกลุ่มใหม่ โดยมี ‘วู้ดดี้’ เป็นแกนนำกลุ่ม
ซึ่งการเจอกับวู้ดดี้ ก็ไม่ทำให้ฌอนต้องเหงาอีกต่อไป แม้ว่าพวกของวู้ดดี้ จะเป็นแก๊งเด็กพั๊งค์ก็ตาม
ก่อนที่ ‘ฌอน’ จะได้รู้จักกับ ‘คอมโบ’ เพื่อนเก่าของวู้ดดี้ ที่มีนิสัยรุนแรง และเหยียดเชื้อชาติ
ทำให้ฌอน มีโอกาสสนิทกับคอมโบมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ฌอน ได้รับบทเรียนสำคัญของชีวิต
จากการเลือกคบเพื่อนผิดกลุ่ม เมื่อคอมโบวางแผนจะทำอะไรบางอย่าง…
ซึ่งความยอดเยี่ยมของ ‘This Is England’ ที่เล่ามุมมอง ของอังกฤษชนชั้นแรงงานได้แบบเข้าถึง
ทำให้หนังทำภาคต่อออกมาเป็นซี่รีย์ถึง 3 ซีซั่นด้วยกัน
คือ This Is England ’86, This Is England ’88 และ This Is England ’90
ที่เล่าถึงกลุ่มของวู้ดดี้ และ การเปลี่ยนแปลงในปีต่างๆของอังกฤษระหว่าง 1986-1990
 
 
Fish Tank (2009)
Fish Tank (2009) เป็นหนังสัญชาติอังกฤษอีกหนึ่งเรื่องเยี่ยม ว่าด้วยเรื่องราวของ ‘มีอา’
เด็กสาววัย 15 ปี ที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เพราะถูกไล่ออกจากโรงเรียน
ในระหว่างที่ใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย เพราะว่ารอโรงเรียนใหม่ตอบรับเข้าเรียนในเทอมหน้า
เธอก็พบว่าแม่พาแฟนใหม่อย่าง ‘คอเนอร์’ มาอยู่ด้วย ซึ่งด้วยความนิสัยดี และ เป็นมิตรของเขา
ทำให้มีอาเริ่มตกหลุมรักแฟนแม่ของตัวเอง ในขณะนั้นมีอาเอง ก็กำลังคบเพื่อนผิดๆ
แม้ว่าเธอกำลังสนใจที่จะเรียนเต้นก็ตาม
ซึ่งหนังเล่าถึงสภาพความเป็นอยู่ ของสังคมชนชั้นแรงงานอังกฤษ ได้ดีมากทีเดียวครับ
 
 
Precious (2009)
Precious (2009) เป็นเรื่องราวของ ‘พริเชียส’ เด็กหญิงวัยเรียน ที่มีปัญหาโรคอ้วนอย่างรุนแรง
แถมยังตั้งท้องลูกคนที่ 2 อีกต่างหาก ถ้าคุณคิดว่านี่คือชีวิตที่ย่ำแย่แล้ว
สภาพสังคมของเธอแย่ยิ่งกว่านั้น เพราะพริเชียส อาศัยอยู่กับแม่ของเธอ ที่เกลียดเธอเข้าไส้
และยังมักจะด่าทอ รวมถึงระบายอารมณ์ใส่เธออยู่เสมอ
ซึ่งแม่ของเธอไม่ได้ทำงาน และ พยายามให้พริเชียสออกจากโรงเรียน เพื่อรับเงินสงเคราะห์แทน
ในเมื่อเธอกลับไปโรงเรียนเก่าไม่ได้ ทำให้เธอต้องไปเข้าเรียนในโรงเรียนปรับพื้นฐาน
เมื่อนักสังคมสงเคราะห์ ได้ช่วยเหลือให้เธอได้เข้าเรียนใหม่ และพบกับคุณครูใจดีท่านหนึ่ง
ที่ช่วยเหลือให้เธอมีความหวัง ที่จะได้ออกจากชีวิตอันบัดซบ อันแสนโหดร้ายที่เป็นอยู่
ซึ่ง ‘Precious’ ถือเป็นหนังที่ค่อนข้างดราม่าหนักมากเหมือนกัน
โดยเล่าถึงปัญหาของสังคมวัยรุ่น ที่ต้องเติบโตมาในสภาพความเป็นอยู่แบบนี้ด้วย
บทวิจารณ์ และ เรื่องย่อ: https://www.aboutfriday.com/precious-2009.html
 
 
The Way, Way Back (2013)
The Way, Way Back (2013) เล่าถึงเรื่องราวของ ‘ดันแคน’ เด็กที่ขาดความมั่นใจในชีวิต
ที่แม่มีแฟนใหม่ พร้อมลูกติดมาด้วย โดยลูกติดของแฟนใหม่ เป็นรุ่นพี่ของดันแคนไม่กี่ปี
และยังเป็นเด็กสาวหน้าตาดี ที่เข้ากับเขาไม่ได้ ทำให้ดันแคน ต้องพบกับความกดดันเข้าไปอีก
นอกจากนี้แฟนใหม่ของแม่ยังบอกเขาว่า ”คะแนนสำหรับตัวเขา 1-10 เขาได้แค่ 3 เท่านั้น”
และเมื่อครอบครัวไปพักร้อนที่เมืองชายทะเล ดันแคนที่เตร็ดเตร่ไม่มีที่ไป 
เพราะตัวเขาเองไม่อยากอยู่บ้าน ก่อนที่จะไปนั่งเหงาหงอยอยู่ที่สวนน้ำประจำเมือง
และพบกับ ‘โอเว่น’ ชายที่ทำงานสวนน้ำที่นี่ ที่ชวนเขาให้มาทำงานด้วย เพื่อหนีชีวิตอันจำเจ
ซึ่งดันแคนตอบตกลงทันที และ แอบแม่และแฟนใหม่พ่อ ไปทำงานที่สวนน้ำทุกๆวัน
ที่นี่ช่วยให้เขาพบเพื่อนใหม่ ที่นี่เขาอยู่แล้วสบายใจ และ ที่นี่ยังช่วยให้เขามีความมั่นใจในตัวเอง
เปรียบเหมือน ‘สวนน้ำ’ เป็นบ้านที่เขาอยากอยู่มากกว่าบ้านจริงๆเสียอีก
ซึ่ง ‘ปัญหาการขาดความมั่นใจในชีวิต’ ถือเป็นอีกปัญหาในสังคมของวัยรุ่นครับ
 
 
Girlhood (2014)

Girlhood (2014) สำหรับหนัง ‘Girlhood’ ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับหนัง ‘Boyhood’ เลยครับ
เพราะ ‘Girlhood’ เป็นหนังสัญชาติฝรั่งเศส ที่ชื่อของหนังคือ ‘Bande de filles’
ว่าด้วยเรื่องของ ‘มาเรียม’ เด็กสาวที่อาศัยอยู่ในแฟลตโปรเจ็ค ในย่านเสื่อมโทรมของปารีส
(คล้ายๆกับหนังเรื่อง La Haine ปี 1995) และเธอก็แอบชอบเพื่อนของพี่ชายเธออยู่
ทำให้เธอเริ่มอยากจะเปลี่ยนจากเด็กเรียบร้อยหลังห้อง มาเป็นเด็กที่มีความมั่นใจ
เพื่อที่เพื่อนของพี่ชายเธอจะสนใจ เพราะมาเรียมเป็นเด็กที่เรียนไม่เก่ง แต่ไม่อยากเรียนสายอาชีพ
นอกจากนี้มาเรียม ยังมีปัญหากับที่บ้าน เพราะต้องช่วยแม่ทำงาน และ พี่ชายของเธอเอง
ยังโหดร้ายกับเธออยู่ตลอด เพราะเขาอยู่แก๊งค้ายา
แต่แล้วชีวิตของมาเรียมต้องเปลี่ยนไป เมื่อเธอไปขอเข้าแก๊งเพื่อนสาวรุ่นพี่
ที่ค่อยๆพาเธอเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง ที่เธอไม่เคยคิดว่าจะเดินทางเส้นนี้มาก่อน…
บทวิจารณ์ และ เรื่องย่อ: https://www.aboutfriday.com/girlhood.html

 
และนี่ก็เป็น ’21 หนังสะท้อนปัญหาสังคมของวัยรุ่น ที่ควรดูมากที่สุด!’ ที่หวังว่าจะช่วยเพื่อนๆ
สามารถทำความเข้าใจถึงปัญหาของวัยรุ่น โดยเฉพาะปัญหาในสังคม ที่ค่อนข้างเป็นเรื่องสำคัญ
เพราะมีตัวแปรหลายอย่างมากๆ ที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเหล่านี้
สำหรับคราวหน้า Aboutfriday.com จะหาหนัง-ภาพยนตร์ แนวไหนมาแนะนำอีกนั้น
ต้องรอติดตามเลยครับ โดยสามารถเช็คการอัพเดทของเว็บไซต์ได้ที่ Facebook เลย
เขียน และ เรียบเรียงโดย: www.aboutfriday.com
ขอบคุณภาพประกอบจาก: http://sensesofcinema.com/https://www.indiewire.com/