Home History

พวกเราเก่งในเรื่องเป็นวายร้าย! มารู้จักกับทีมบาสเก็ตบอลดีทรอยต์ พิสตันส์ ยุค ‘เดอะแบดบอย’ (Pistons Bad Boys )

409
 
 
”ทีมเล่นสกปรก” นี่คือคำเหยียดหยาม และ ดูถูก ที่มีต่อทีมดีทรอยต์ พิสตันส์ (Detroit Pistons)
ทีมบาสเก็ตบอลประจำเมืองดีทรอยต์ ซึ่งในยุคของ ”พิสตันส์แบดบอย” (Pistons Bad Boys )

ระหว่างปี 1986-1991 ถือเป็นช่วงที่พิสตันส์ประสบความสำเร็จมากที่สุด ในประวัติศาสตร์ทีม
โดยสามารถเข้าชิงชนะเลิศได้ถึง 3 ปีติดต่อกันในรอบเพลย์ออฟ ระหว่างปี 1988, 1989 และ 1990
ซึ่งสามารถคว้าแชมป์ได้ใน 2 ปีหลัง คือปี 1989 และ 1990
โดยดีทรอยต์ พิสตันส์ ยุค ‘พิสตันส์แบดบอย’ ยังถูกยกย่องว่าเป็นทีมที่มีเกมส์รับยอดเยี่ยมที่สุด
แม้ว่าเกมส์รับอันดุเดือด แบบอัดเป็นอัด ของพิสตันส์ จะถูกเกลียดจากทุกทีมในลีกก็ตาม
(เฉพาะเจาะจงก็จากชิคาโก้ บูลส์, บอสตัน เซลติก ที่เป็นคู่อริกันแบบสุดๆในยุคนั้น)
แต่สำหรับแฟนๆพิสตันส์แล้ว พวกเขาคือฮีโร่ที่ไม่เคยกลัวต่ออะไรทั้งสิ้น!
เพราะไม่อย่างนั้นทุกทีมฝ่ายตรงข้ามในลีกคงไม่พร้อมใจตั้งฉายาให้ว่า ”เดอะแบดบอย”
”I’m so bad, I’m so good that I’m so bad”

 
ถ้าใครคุยเรื่องบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ (NBA) แล้วมีคนบอกว่า ”บาสฯสมัยนี้โคตรซอฟท์”
ให้เราคิดว่าพวกเขาอาจจะเคยดูบาสฯในยุคของ ‘พิสตันส์แบดบอย’ มาก่อนครับ
เพราะถ้าเอาเกมส์รับ แบบพิสตันส์ยุคนั้น มาใช้ในเอ็นบีเอยุคนี้…
กรรมการคงเป่าฟาวล์กันจนปากพองแหละครับ! เพราะพิสตันส์ทำทุกวิธีทางเพื่อป้องกันห่วง
ไม่ว่าจะเล่นงานคนโดยตรง ตอดเล็กตอดน้อย หรือกระทั่งเล่นงานทางจิตวิทยา
 
 

แน่นอนครับคู่แข่งฝั่งตรงข้ามฟิวส์หลุดกันกระจาย พอฟิวส์หลุดหรือหัวเสียก็เล่นแย่ลง
และเปิดช่องโหว่ให้แก๊งพิสตันส์แบดบอย ฉวยโอกาสนี้เพื่อคว้าชัยชนะ
ซึ่งแทคติกบาสฯในยุคของ  ‘พิสตันส์แบดบอย’ คงไม่สามารถเอามาใช้ในยุคนี้ได้อีกแล้ว
เพราะเอ็นบีเอมีกฏใหม่ๆมากมาย เกี่ยวกับการป้องกัน ที่ไม่อนุญาตให้เล่นกันรุนแรงได้อีก
แม้กระทั่งกฏห้ามแตะต้องตัวคนที่ถือบอล (Hand Checking) ที่ทำให้การ์ดยากขึ้น

 
สำหรับตัวผู้เล่นเด่นๆ ในทีมดีทรอยต์ พิสตันส์ ยุค ‘พิสตันส์แบดบอย’ ระหว่างปี 1986-1991
ก็มีตัวหลักที่เป็นแกนด้วยกันอยู่ 8 คน ที่อยู่กับทีมในช่วงเวลานั้น ดังต่อไปนี้ครับ

 
จอห์น ซาลลี่ย์ (John Salley) ปีที่อยู่กับทีม: 1986-1992
จอห์น ซาลลี่ย์ เป็นตัวหลักของทีมพิสตันส์ ที่โดนดราฟท์เข้ามาในรอบแรก
เล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์ (C) และพาวเวอร์ฟอร์เวิร์ด (PF) ซึ่งเขามีเกมส์รับที่เหนียวแน่น
และสามารถช่วยทีมคว้าแชมป์แรกในแฟรนไชส์ ในปี 1989 ให้พิสตันส์ได้ ตามด้วยปี 1990
แต่เขามักจะได้เล่นเป็นตัวซับพอร์ตมากกว่า ไม่ใช่ตัวที่มักจะถูกสตาร์ทใน 5 อันดับแรก
 
 
วินนี่ จอห์นสัน (Vinnie Johnson) ปีที่อยู่กับทีม: 1981-1991
วินนี่ จอห์นสัน เป็นผู้เล่นในตำแหน่งคนที่ 6 หรือที่เรียกกันว่า ‘Sixth man’
คือเป็นตำแหน่งผู้เล่นตัวสำรอง ที่มักจะลงมาคุมเกมส์เวลาที่ทีม ต้องการความสดใหม่
โดยตำแหน่งนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพ็อยการ์ด และชู้ดติ้งการ์ด
สามารถช่วยทีมคว้าแชมป์ให้พิสตันส์ในปี 1989 และปี 1990
นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติรีไทร์หมายเลข 15 จากทีมด้วย หลังอยู่กับทีมมาถึง 10 ปีเต็ม
 
 
มาร์ค อาเกียร์รี่ (Mark Aguirre) ปีที่อยู่กับทีม: 1989-1993
มาร์ค อาเกียร์รี่ เคยเป็นถึงระดับดราฟท์ลำดับที่ 1 ปี 1981 และหลังจากย้ายออกมาเวอริคส์
เค้าก็มาเล่นให้กับพิสตันส์ แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นตัวสำรองของเดนนิส ร็อดแมน
ที่เล่นในตำแหน่งเดียวกันคือพาวเวอร์ ฟอร์เวิร์ด (PF) และ สมอฟอร์เวิร์ด (SF)
แต่ก็สามารถรับกับสถานการณ์ของตัวเองได้ และสามารถคว้าแชมป์แรกของตัวเอง
กับทีมพิสตันส์ในปี 1989 ต่อด้วยแชมป์ที่ 2 ในปี 1990

 
 
ริค มาโฮน (Rick Mahorn) ปีที่อยู่กับทีม: 1985-1989
ริค มาโฮน มาอยู่กับพิสตันส์ในช่วงพีคก็ว่าได้ โดยตำแหน่งส่วนใหญ่ที่เล่นมักจะเป็นเซนเตอร์ (C)
ถือว่าเป็นหนึ่งในทีมงานตัวหลักของ ‘พิสตันส์แบดบอย’ โดยอยู่คว้าแชมป์แรกกับพิสตันส์
ในปี 1989 ก่อนที่จะย้ายออกไป ซึ่งสร้างความขุ่นเคืองให้เพื่อนร่วมทีมไม่น้อยเหมือนกัน
โดยสมัยที่อยู่กับทีม ริค มาโฮน ถือว่าเป็นตัวบวกแหลกเลยก็ว่าได้ 

 
 
โจ ดูมาร์ (Joe Dumars) ปีที่อยู่กับทีม:1985-1999
โจ ดูมาร์ คือผู้เล่นระดับตำนานของดีทรอยต์ พิสตันส์ อย่างแท้จริง เพราะอยู่กับทีมตั้งแต่ถูกดราฟท์
ยาวไปจนถึงเลิกเล่นกับพิสตันส์ โดยได้รับการรีไทร์หมายเลข 4 ให้ เพื่อเป็นเกียรติยศของเขา
ซึ่งโจ ดูมาร์ เป็นผู้เล่นตัวทำแต้ม ในตำแหน่งชู้ตติ้งการ์ด (SG)
นอกจากนี้เขายังเป็นผู้เล่นคนสำคัญ ที่พาทีมคว้าแชมป์แรก ในประวัติศาสตร์ของแฟรนไชส์
ให้กับพิสตันส์ ในปี 1989 และ แชมป์ครั้งที่ 2 ในปี 1990
โดยรางวัลส่วนตัว คือได้รับรางวัล Final MVP ปี 1989 และติดทีมออลสตาร์ถึง 6 ครั้งด้วยกัน

 
 
เดนนิส ร็อดแมน (Dennis Rodman) ปีที่อยู่กับทีม: 1986-1993
เดนนิส ร็อดแมน คือผู้เล่นที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงทีมอย่างแท้จริง หลังจากถูกดราฟท์เข้าทีม
แม้ว่าจะถูกดราฟท์เข้ามาในรอบที่ 2 และถูกวางตัวไว้เป็นเพียงตัวซับพอร์ตเท่านั้น
แต่ร็อดแมนก็สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ และยึดตัวจริงในตำแหน่งพาวเวอร์พอร์เวิร์ด (PF)
โดยจุดเด่นของร็อดแมน คือการป้องกัน และ การเก็บรีบาวด์
และนอกจากนี้ยังเป็นแกนนำของแก๊ง ‘พิสตันส์แบดบอย’ โดยเฉพาะบุคลิกส่วนตัว
ที่มักจะแสดงออกอย่างโต้งๆว่าไม่เคยเกรงกลัวใดๆ
ซึ่งเกมส์รับของร็อดแมน ถือว่ายอดเยี่ยมที่สุด เพราะเขาถ้าต้องการ์ดป้องกันใคร
เขามักจะทำทุกวิธีทางเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
โดยร็อดแมนบอกเองว่า ”ผมรักสิ่งที่ผมทำ แม้ว่าสิ่งที่ผมทำหลายคนจะไม่ชอบ แต่ผมรักมันมาก”
ด้วยรางวัลผู้เล่นตำแหน่งป้องกันที่ดีที่สุด 2 ปีซ้อน ระหว่างปี 1990-91 บ่งบอกได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ยังช่วยทีมคว้าแชมป์สองปีซ้อน ระหว่างปี 1989-90 ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับอริตลอดกาล
ของดีทรอยต์ พิสตันส์ อย่าง ชิคาโก้ บูลส์ และคว้าแชมป์อีก 3 สมัยระหว่าง 1996-98
กระนั้นก็ไม่ได้มีอะไรติดใจกันครับ เพราะว่าพิสตันส์ได้รีไทร์หมายเลข 10
เพื่อเป็นเกียรติให้เขาในเวลาต่อมา เพราะตำนานยังไงก็เป็นตำนาน
 
 
ไอเซอาห์ โทมัส (Isiah Thomas) ปีที่อยู่กับทีม: 1981-1994
ไอเซอาห์ โทมัส คือตำนานคนสำคัญของทีมดีทรอยต์ พิสตันส์ และอยู่กับทีมมาตั้งแต่ถูกดราฟท์
ซึ่งเขาก็ไม่เคยทำให้พิสตันส์ผิดหวัง เพราะยืนระยะตำแหน่งพ็อยการ์ด (PG) ของทีมมาอย่างยาวนาน
ที่ต้องคอยถือบอล และ คอยสร้างสรรค์เกมส์ แต่เกมส์รับของเขาก็อยู่ในระดับท็อปคลาส
แม้ว่าจะมีส่วนสูงเพียงแค่ 185 เซ็นติเมตร แต่ไอเซอาห์ ก็ไม่เคยกลัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น
ด้วยบุคลิกที่ไม่ยอมงอ คล้ายๆร็อดแมน และ แลมเบียร์ ที่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมา
ทำให้เขาถือเป็นคนที่ถูกเกลียดจากฝั่งตรงข้าม มากที่สุดคนหนึ่ง
แต่สำหรับความสำเร็จแล้ว เขาคือฮีโร่ของแฟนพิสตันส์ อันดับที่ 1 ตลอดกาลก็ว่าได้
เมื่อเขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์แรกให้กับทีมในปี 1989 และ ตามด้วยแชมป์ที่ 2 ในปี 1990
ซึ่งรางวัลส่วนตัวคือการติดทีมออลสตาร์ถึง 12 ครั้ง และคว้ารางวัล Final MVP ปี 1990
รวมถึงการได้รับเกีรยติจากพิสตันส์ ในการรีไทร์เบอร์ 11 ซึ่งเป็นหมายเลขเสื้อของเขาให้ด้วย
 
 
บิล แลมเบียร์ (Bill Laimbeer) ปีที่อยู่กับทีม: 1982-1993
บิล แลมเบียร์ คือ ผู้เล่นที่ไม่มีใครเหมือนครับ สไตล์ของเขาก็คือ ”ก็มาดิครับ” หรือ ”จะเอาไงก็ว่ามา”
เพราะแลมเบียร์ มักจะมีลูกตุกติกทั้งในทั้งนอกกติกา ขนาดที่ว่าแลร์รี่ เบิร์ด ที่ไม่ค่อยอะไรกับใคร
ยังทนบิล แลมเบียร์ไม่ได้ จนต้องออกมาโวยแหลก ซึ่งหากคุณทำให้คนอย่างแลร์รี่ เบิร์ดโวยวายได้
ต้องคิดดูครับว่าแลมเบียร์ คือ ‘วายร้าย’ แค่ไหน เรียกได้ว่าบวกมาหมดแล้วในลีกยุคนั้น
ไม่ว่าฝั่งตรงข้ามจะเป็นซุปเปอร์สตาร์แค่ไหน ขอแค่บอกแลมเบียร์ไปเลยว่าจะเอายังไง
‘จะบาสฯ จะงัด จะหมัด จะมวย จะอะไรก็ว่ามา’ เพราะแลมเบียร์จัดให้ได้หมด
แน่นอนครับสำหรับคนอื่นๆ แลมเบียร์คือ ‘Piece of shit’ ขนานแท้เลย
แต่สำหรับแฟนๆพิสตันส์แล้ว เขาคือหนึ่งในสุดยอดผู้เล่นเกมส์รับ
โดยประวัติส่วนตัว ของแลมเบียร์เองนั้น ก็น่าสนใจไม่น้อย ที่เขาสามารถหาแนวทางของตัวเอง
และเล่นในแนวทางของตัวเอง จนพัฒนามาได้ขนาดนี้ครับ
โดยแลมเบียร์ถูกดราฟท์ในรอบที่ 3 ในลำดับที่ 65 ที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นได้แค่ผู้เล่นข้างสนาม
ที่มีโอกาสเกิดยากมาก เพราะมักจะได้เวลาเล่นแค่ไม่ถึง 5-10 นาทีต่อเกมส์เท่านั้น
แต่พอแลมเบียร์ย้ายมาอยู่กับพิสตันส์ เขากลับเป็นผู้เล่นทรงคุณค่าที่ทีมต้องการอย่างมาก
โดยเขาสามารถเก็บรีบาวด์ได้เยอะที่สุดในฤดูกาล 1985-86
และติดทีมออลสตาร์ถึง 4 สมัย ตั้งแต่ปี 1983-1985 และปี 1987
รวมถึงผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุด คือพาทีมคว้าแชมป์ถึง 2 ครั้งติดต่อกันในปี 1989-90
นอกจากนี้ยังได้รับเกีรยติจากพิสตันส์ ในการรีไทร์หมายเลขประจำเสื้อเบอร์ 40
แม้ว่าผู้อาจจะไม่อยากยอมรับ เพราะสไตล์การเล่นของเขา แต่แลมเบียร์ คือสุดยอดผู้เล่นเกมส์รับ
ที่สามารถทำหน้าที่ตามบทบาทได้อย่างดีเยี่ยม
 
 
ชั๊คส์ เดลี่ (Chuck Daly) ปีที่อยู่กับทีม: 1983-1992
แน่นอนครับแม้กระทั่ง ‘เดอะแบดบอย’ ก็ต้องมีโค้ชที่คุมหรือสั่งงานพวกเขาได้เช่นกัน
ชายคนนั้นคือ ‘ชั๊คส์ เดลี่’ โค้ชบาสเก็ตบอล ที่ไต่เต้ามาจากการเป็นโค้ชบาสฯมหาวิทยาลัย
แต่ไม่ประสบความสำเร็จในเอ็นบีเอ จนโดนไล่ออกจากคลีฟแลนด์ คาวาเลียส์ ในปีเดียวเท่านั้น
ถึงจะแย่ถึงขนาดนั้น แต่ว่าดีทรอยต์ พิสตันส์ตอนนั้นแย่กว่าเยอะ และไปจ้างมาคุมต่อกันที
ซึ่งสภาพทีมของพิสตันส์ไม่น่าจะสู้ใครได้ทั้งสิ้น ด้วยความสามารถของผู้เล่นที่มีจำกัด
ทำให้ชั๊คส์ เดลี่ เน้นเอาเทคนิคการเล่นเกมส์รับมาใช้งาน ซึ่งได้ผลค่อนข้างดีมาก
จนพิสตันส์ เริ่มโดดเด่นในแนวทางของตัวเอง พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนคว้าแชมป์ได้ในที่สุด
โดยบุคลิกของเขาเองก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เพราะมาดเหมือนมาเฟียอิตาลีไม่ผิดเพี้ยน
โดยทุกคนตั้งฉายาให้เขาว่า ‘Daddy Rich’ เพราะเหมือนตัวละครในหนังเรื่อง ‘Car Wash (1976)’ทั้งนี้กลุ่ม ‘พิสตันส์แบดบอย’ คงไม่สามารถประสบความสำเร็จได้
หากไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากบรรดาแฟนๆ โดยเฉพาะแฟนๆเมืองดีทรอยต์
ที่เข้าไปให้กำลังใจทีมของตัวเองที่ข้างสนาม เพราะถ้าไม่ใช่เพราะการสนับสนุนจากแฟนๆ
เหล่าทีมงาน ‘เดอะแบดบอย’ ก็คงทำงานยากแน่ๆ
ซึ่งเหตุผลนั่นก็เพราะชาวเมืองดีทรอยต์ ก็เป็นคนแบบปากกัดตีนถีบเช่นกัน
เนื่องจากเมืองดีทรอยต์ ในรัฐมิชิแกน เป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรม ที่ประชาชนส่วนใหญ่ของเมือง
เองก็เป็นชนชั้นแรงงาน (Blue-collar worker) ที่ต้องลงมือลงแรงทำงาน ถึงจะได้เงินมาใช้
ทำให้แฟนๆยิ่งชอบใจใหญ่ ที่มีทีมแบบที่สู้สุดใจด้วยแรง และ พละกำลัง เหมือนพวกเขา
 
 

อีกกรณีหนึ่งก็คือ แต่เดิมที ทีมดีทรอยต์ พิสตันส์ ก็ไม่ได้มีเอกลักษณ์ แนวทางการเล่นอะไรอยู่แล้ว
ทำให้แฟนๆไม่ต้องแคร์ว่าทีมต้องเล่นสวยงาม ต้องเล่นให้เป็นระบบ อะไรแบบนั้น
เพราะทีมไม่ใช่ทีมยักษ์ใหญ่ ที่มีซุปเปอร์สตาร์คอยทำแต้ม หรือมีตัวผู้เล่นเก่งๆจำนวนมากในทีม
ไม่เหมือนแอลเอ เลเกอร์ส, บอสตัน เซลติก หรือ ชิคาโก้ บูลส์ ในยุคนั้น
ถ้าให้เปรียบเทียบกับทีมกีฬาดังๆอื่นๆ เช่นฟุตบอล ที่เป็นกีฬา ที่ชื่นชอบของบ้านเรา
พิสตันส์ ก็คงเหมือนทีมแบบซันเดอร์แลนด์, สโต๊ค ซิตี้ ทีมระดับกลางๆของฟุตบอลอังกฤษครับ

 
 

สำหรับพิสตันส์นั้น ไม่ใช่ทีมที่ประสบความสำเร็จในทันทีทันใด โดยพวกเขาต้องอกหักบ่อยครั้ง
เพราะยังหาทีมที่ลงตัวไม่ได้ แต่ก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ชั๊คส์ เดลี่ เข้ามาเปลี่ยนแปลงทีม
โดยช่วงพีคของพวกเขาต้องเริ่มในปี 1986 เป็นต้นมา
เพราะปี 1984 พวกเขาแพ้นิวยอร์ก นิกส์ 3-2 เกมส์ ในเพลย์ออฟรอบแรก
ตามด้วยปี 1985 ที่แพ้ตัวเต็งอย่างบอสตัน เซลติก ในรอบที่ 2 ไป 4-2 เกมส์
แต่พอปี 1986 ทีมก็ยังแพ้เพลย์ออฟรอบแรกอยู่ดี โดยแพ้แอตแลนต้า ฮอว์กส์ ไป 3-1 เกมส์โดยในปี 1987 พิสตันส์ได้ทีมที่ลงตัวแล้ว และถือกำเนิด ‘เดอะแบดบอย’ อย่างเป็นทางการ
ด้วยผู้เล่นตัวหลักอย่างบิล แลมเบียร์, ไอเซอาห์ โทมัส, เดนนิส ร็อดแมน, โจ ดูมาร์ และ ริค มาโฮน
แต่ก็ยังไม่ถึงฝัน เพราะแพ้รอบชิงแชมป์สายให้กับบอสตัน เซลติก ไปแบบอกหัก 4-3 เกมส์

 
 
ปี 1988 เพลย์ออฟครั้งนี้นี่เอง ที่ศัตรูตัวหลักของพิสตันส์ ไม่ได้มีแค่เซลติกเท่านั้น แต่รวมไปถึงบูลส์ด้วย
โดยชิคาโก้ บูลส์ ที่มีไมเคิล จอร์แดน เป็นแกนนำทีม เริ่มมาเป็นอริกับพิสตันส์ตั้งแต่ตอนนั้น
เพราะทั้งสองทีมพบกันบ่อยมาก แถมยังอยู่สายเดียวกัน ทำให้ต้องเจอกันบ่อย และดราม่ากันบ่อย
ซึ่งบูลส์ก็เป็นอีกทีม ที่เริ่มแข็งแกร่งขึ้นมาพร้อมๆกับพิสตันส์
โดยปีนั้นไมเคิล จอร์แดน กำลังท็อปฟอร์มสุดๆ แม้ว่าพิสตันส์จะเอาชนะได้ส่วนมากก็ตามในเกมส์ลีก
แต่ไมเคิล จอร์แดน ยังถือเป็นตัวทำแต้ม ที่ทางพิสตันส์เอากันไม่อยู่ ซึ่งพอต้องมาเพลย์ออฟกัน
ทางทีมงานพิสตันส์แบดบอย ก็เลยหาวิธีการหยุดไมเคิล จอร์แดนให้ได้
ซึ่งเป็นการถือกำเนิด ‘The Jordan Rules’ หรือการจับจอร์แดน ที่ไอเซอาห์ โทมัส คิดค้นขึ้น
โดยเทคนิคคือ ‘การรุมจับจอร์แดน เพราะบูลส์ ในตอนนั้นมีตัวทำแต้มได้ไม่เยอะ
และถ้าบอลอยู่ที่จอร์แดน ก็รุมๆกันการ์ดไปเลย โดยพยายามบังคับให้จอร์แดนไปทางซ้าย
ที่จอร์แดนไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ จากนั้นก็กินโต๊ะซะ ถ้ากรรมการเป่าฟาวล์ก็แล้วไป
เพราะกรรมการไม่เป่าจับฟาวล์ทีละหลายๆคนหรอก ทำให้มีโอกาสเก็บจอร์แดนอีกหลายครั้ง’
และใช่ครับ มันได้ผล พิสตันส์เอาชนะบูลส์ไปได้ 4-1 เกมส์ แบบที่ว่าจอร์แดนหมดรูปเลย
เนื่องจากโดนอัดเยอะเอาการ (เล่นเอาชาวดีทรอยต์ กับ ชิคาโก้ ตอนนั้นเกลียดกันแบบสุดๆ)
 
 
และพอต้องไปชิงแชมป์สาย คราวนี้ต้องเจอกับเซลติก ทางด้านของพิสตัส์ก็ไม่เอาให้พลาดอีก
คราวนี้สามารถเอาคืนได้ โดยการเอาชนะเซลติกไป 4-2 เกมส์ผ่านเข้าชิงแชมป์ได้เป็นครั้งแรก
ในประวัติศาสตร์ของทีม แต่ก็อกหักไปแบบเจ็บช้ำสุดๆ เพราะสามารถนำได้ถึง 3-2 เกมส์
และได้กลับไปเล่นในบ้านต่อหน้าแฟนๆ ในเกมส์นัดที่ 6 แถมเกือบจะเอาชนะได้อยู่แล้ว
แต่มาโดนยิงใน 14 วิสุดท้าย จากลูกฟรีโทรว์ และแพ้แบบน่าเจ็บใจ 103-102
ก่อนที่เกมส์ที่ 7 จะอกหักอีก เพราะแพ้ไปแบบหืดจับ 108-105
 
แต่ปี 1989 พิสตันส์ มาดีตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลปกติเลยก็ว่าได้ เพราะคว้าแชมป์สายเข้าเป็นอันดับ 1
คราวนี้ตบเซลติก ในเพลย์ออฟรอบแรกสบายมือ 3-0 ก่อนที่จะผ่านเข้าไปเรื่อยๆ
จนต้องมาเจอกับบูลส์อีกครั้ง ในรอบชิงแชมป์สาย ถึงว่าเป็นเกมส์ที่ทุกคนรอคอยก็ว่าได้
เพราะไม่ว่าใครเข้าไปก็ถือว่าเป็นตัวเต็งแชมป์ เพราะทั้งสองทีมท็อปฟอร์มกันสุดๆ
และนอกจากนั้น ด้วยความที่เป็นอริต่อกัน พิสตันส์กับบูลส์ ก็มีเรื่องที่ต้องสะสางกันต่อ
ซึ่งพอเจอกันในเพลย์ออฟรอบที่ 2 พิสตันส์ ก็ยังสามารถเอาชนะบูลส์ชุดนั้นได้ 4-2 เกมส์
ทำให้นักบาสที่เก่งที่สุดในโลกอย่างไมเคิล จอร์แดน ยังคงอกหักต่อไป
พอคราวนี้ พิสตันส์ต้องเข้าไปชิงแชมป์ กับทางด้านคู่ปรับเก่า ที่เคยชิงกับเมื่อปีก่อนอย่างเลเกอร์ส
ครั้งนี้พิสตันส์ไม่ยอมให้อะไรมาขวางทางพวกเขาอีก เพราะพิสตันส์ สามารถเอาชนะไปได้สบายๆ
แบบม้วนเดียวจบ 4-0 เกมส์ คว้าแชมป์ไปได้แบบยิ่งใหญ่ ทำเอาชาวดีทรอยต์ที่รอคอยความสำเร็จ
ได้ดีใจกันแบบสุดเหวี่ยง เพราะในที่สุด สิ่งที่ทีมของพวกเขาพยายามสร้างก็ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
 
 
ปี 1990 พิสตันส์ ยังคงสานต่อความสำเร็จ โดยตอนนั้นทุกคนต่างหวังว่าพิสตันส์ และ บูลส์

จะสามารถผ่านเข้าไปชิงแชมป์สายกันได้ เพราะถือว่าเป็นรอบชิงชนะเลิศที่คนเฝ้ารอคอย
มากกว่าเกมส์ชิงแชมป์ลีกเสียอีก เนื่องจากพิสตันส์ กับ บูลส์ ต่างอยู่ในระดับท็อปทั้งคู่
และทั้งสองทีมยังเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน เพราะเจอกันฤดูกาลปกติก็ 6 เกมส์เข้าไปแล้ว
แถมยังมีประเด็นกันอยู่ตลอด ทำให้คนเฝ้าดูว่าใครจะเป็นผู้ชนะแชมป์สาย
และก็เป็นพิสตันส์ ที่ยังคงเขี้ยวกว่า เบียดเอาชนะบูลส์ไป 4-3 เกมส์ แบบสุดมันส์หยด
นอกจากนี้ยังทำให้พิสตันส์ เอาชนะ บูลส์ ได้ 3 ปีติด ของการเพลย์ออฟ ระหว่างปี 1988-1990
พอเข้าชิงแชมป์พิสตันส์ ก็เอาชนะเทรล เบลเซอร์ส ไปได้แบบไม่ยากเย็น 4-1 เกมส์
กลายเป็นการคว้าแชมป์ 2 สมัยติดต่อกัน ตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่าพิสตันส์คือ ‘ของจริง’
เพราะเป็นทีมที่เล่นเกมส์รับเป็นส่วนมาก ที่สามารถประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้

 
 
ในปี 1991 พิสตันส์เริ่มดร็อปลงอย่างเห็นได้ชัด อาจจะเพราะโดนจับทางได้ขึ้นมาบ้างแล้ว
แต่ทีมพิสตันส์ ก็ยังสามารถผ่านเข้ารอบเพลย์ออฟได้เหมือนเช่นเคย และผ่านเข้ารอบไปเรื่อยๆ
ไปจนถึงการที่ต้องชิงแชมป์สาย และต้องพบกับอริตลอดกาล อย่างชิคาโก้ บูลส์ อีกครั้ง
แต่คราวนี้บูลส์ที่จบอันดับ 1 ในสาย ไม่ใช่ลูกไล่อีกต่อไป ในเมื่อผู้เล่นของบูลส์ท็อปฟอร์มทุกคน
ไล่ตั้งแต่ไมเคิล จอร์แดน, สก็อตตี้ พิพเพ่น เป็นต้น
โดยการพบกันครั้งนี้นี่เอง ที่บูลส์ สามารถเอาชนะพิสตันส์ ไปได้แบบหมดจด 4-0 เกมส์
และบูลส์สามารถเข้ารอบชิงชนะเลิศ ไปเอาชนะเลเกอร์ส ได้อีก 4-1 เกมส์
เป็นการคว้าแชมป์แรกในประวัติศาสตร์ของทีมชิคาโก้ บูลส์ และปิดตำนานของพิสตันส์ไป
เพราะการผลัดใบของยุคใหม่มาถึงในตอนนั้นแล้ว
เพราะในปี 1992 พิสตันส์ตกเพลย์ออฟรอบแรก และทีมเริ่มแตก เพราะผู้เล่นย้ายออกไปหมด
รวมถึงโค้ชอย่าง ชั๊คส์ เดลี่ ที่ย้ายออกไปอยู่กับนิวเจอร์ซี่ย์ เน็ตส์
ทำให้ปี 1993 พิสตันส์ ไม่ผ่านแม้กระทั่งเข้าเพลย์ออฟ และทีมเริ่มแย่ลงตั้งแต่ตอนนั้น
ปิดตำนาน พิสตันส์ ยุค ‘เดอะแบดบอย’ ไปอย่างเป็นทางการ
 
 
แน่นอนครับ ยุคสมัยจบลงไป แต่ความเป็นตำนานยังคงอยู่ เพราะทุกวันนี้ ‘พิสตันส์แบดบอย’
ยังคงได้รับคำกล่าวขาน ทั้งในแง่มุมดีๆ และแง่มุมแย่ๆ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
กระนั้นสิ่งที่ไม่จางหาย คือความเป็นตัวตนของทีมดีทรอยต์ พิสตันส์ ในยุค 1986-1991
ที่ต้องพยายามอย่างมาก กว่าจะประสบความสำเร็จ อย่างที่พวกเขาหวังเอาไว้
รวมถึงการถูกยกย่องว่า ‘นี่คือหนึ่งในทีมรับที่ดีที่สุดในวงการบาสเก็ตบอล’
แม้ว่าแนวทางของพวกเขา จะถูกทำให้มองว่าเป็นตัววายร้าย ของวงการก็ตาม
แต่ก็ใช่นะครับ ”พวกเขาเก่งในเรื่องของการเป็นวายร้าย”
และนี่ก็เป็นอีกตำนานในวงการบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอครับ กับทีม ‘ดีทรอยต์ พิสตันส์’ (1986-1991)
 
เขียน และ เรียบเรียงโดย: www.aboutfriday.com
ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก: https://en.wikipedia.org/https://www.youtube.com/
ขอบคุณภาพประกอบจาก: DetroitAthletic