Home Movies

บทความ Opinion: มายด์ฮันเตอร์ (Mindhunter 2017- ) สุดยอดซีรี่ย์ทริลเลอร์เชิงจิตวิทยา ที่ควรค่าแก่การรับชม!

68
ซีรี่ย์เรื่อง ‘มายด์ฮันเตอร์’ (Mindhunter 2017- ) ถือเป็นซีรี่ย์ที่ถูกพูดถึงอย่างมากในวงกว้างครับ
เพราะคงจะหาคำจำกัดความ ให้กับซีรี่ย์เรื่องนี้ยากพอสมควรทีเดียว
เพราะ ‘มายด์ฮันเตอร์’ เป็นผลงานซีรีย์แนวทดลอง ที่มีความเป็นออริจินัล อยู่เต็มไปหมด
เมื่อพูดถึงบทภาพยนตร์ ที่แทบจะเป็นบทภาพยนตร์ดัดแปลงเกือบทั้งสิ้น
โดยอ้างอิงจากเค้าโครงจริงที่เกิดขึ้น ในประวัติศาสตร์ฆาตกรต่อเนื่องในอเมริกา
ทำให้ซีรี่ย์ ‘มายด์ฮันเตอร์’ มักถูกพูดถึง และ อ้างอิงเป็นอย่างมาก ในความแปลกใหม่ของตัวซีรี่ย์
จึงเป็นที่ถูกใจของหลายๆคน ที่มองหาภาพยนตร์-ซีรี่ย์ แนวทริลเลอร์-อาชญากรรม เชิงจิตวิทยา
ซึ่ง ‘มายด์ฮันเตอร์’ ก็ไม่ได้ทำให้หลายๆคนที่รับชมมาแล้วผิดหวังครับ

 
 

 
‘มายด์ฮันเตอร์’ เป็นซีรี่ย์ของค่ายสตรีมออนไลน์ชื่อดังอย่างเน็ตฟลิกซ์ (Netflix)
อำนวยการสร้างโดยโจ เพ็นฮอลล์ (Joe Penhall) ที่เคยมีผลงานเขียนบทภาพยนตร์
อย่างเรื่อง The Road (2009) ภาพยนตร์แนวยุคดิสโทเปีย มาก่อน
แม้ว่าตัวของโจเอง จะไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรมากมาย แต่ภาพรวมของทีมงานผู้สร้างถือว่าสุดๆครับ
เรียกว่ารวม ”ดรีมทีม” เลยก็ว่าได้! เพราะได้ดาวิด ฟินเชอร์  (David Fincher)
ผู้กำกับหนังทริลเลอร์ชื่อดังขวัญใจแฟนๆ มารับบทกำกับถึง 4 ตอนด้วยกัน!
โดยนำเอาอิทธิพลของตัวเองมาทำโดยเฉพาะ ทั้งงานกำกับภาพ และ งานกำกับเสียง
ที่ได้กลิ่นอายงานทริลเลอร์เรื่องก่อนๆ ของฟินเชอร์ทั้งหมด
 
 
เรียกว่าถ้าเป็นแฟนหนังคงดูออกกันอย่างง่ายๆ เพราะโทนสีภาพจะมืด และหมองไปทั้งเรื่อง
ส่วนงานกำกับเสียง ก็จะเต็มไปด้วยเสียงหวีดๆ กับเสียงรอบข้างที่ค่อนข้างดังชัด
เพื่อให้ผู้ชม สามารถเข้าถึงบรรยากาศของเรื่องได้ดียิ่งขึ้น
พร้อมทั้งผู้กำกับท่านอื่นๆ ที่มีผลงานมาแล้วทั้งนั้น เช่นแอนดรูว โดมินิก (Andrew Dominik)
ที่มีผลงานกำกับภาพยนตร์แนวอาชญากรรมอย่าง Killing Them Softly (2012)
หรือคาร์ล แฟรงคลิน (Carl Franklin) ผู้กำกับหนัง-ซีรี่ย์ ที่มีผลงานมากมายนับไม่ถ้วน
นอกจากนี้ฟินเชอร์ ยังนั่งตำแหน่งเอ็กซ์ครูซีฟ โปรดิวเซอร์ (Executive Producer)

หรือฝ่ายให้เงินทุนสร้างเองด้วย เรียกว่าตัวของฟินเชอร์เอง ก็ลงทุนลงแรงกับเรื่องนี้มากครับ

 

 
โดย ‘มายด์ฮันเตอร์’ เล่าถึงเรื่องราวการทำงานของตำรวจเอฟบีไอ ในสหรัฐอเมริกายุค 70’s
อย่าง ‘โฮลเดน ฟอร์ด’ เอฟบีไอหน้าใหม่ไฟแรง *รับบทโดยโจนาธาน กรอฟฟ์ (Jonathan Groff)
ที่คอยให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของจิตวิทยา และ การรับมือกับอาชญากรด้วยการเจรจา
เมื่อเขาได้พบกับ ‘บิล เทนช์’ เอฟบีไอรุ่นพี่ *รับบทโดยโฮลท์ แม็คคาลานี่ (Holt McCallany)
ที่ชื่นชอบแนวคิดของเขา และ ชักชวนเขาให้ร่วมทริปเดินทางไปทั่วประเทศ
เพื่อเป็นวิทยากรให้ความรู้ กับตำรวจท้องถิ่น เพื่อพูดถึงปัญหาฆาตกร ที่ก่อคดีสะเทือนขวัญ
และพบว่าท้องถิ่นต่างๆ เริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมแปลกๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ซึ่งล้วนเป็นคดีสะเทือนขวัญ ที่ทางตำรวจไม่สามารถปิดคดีได้
ตำรวจท้องที่ จึงขอแรงเอฟบีไอให้ช่วยเหลือ เพื่อคลี่คลายคดีพวกเหล่านี้
ก่อนที่ทั้งคู่จะเรียนรู้ว่า ‘พวกเขาต้องเรียนรู้ จากฆาตกรที่ก่อคดีสะเทือนขวัญ หรือ ฆาตกรต่อเนื่อง’
เพื่อหยั่งลึกถึงแนวคิด และ จิตใจ ของฆาตกรเหล่านี้ รวมถึงชนวนที่ทำให้พวกเขาก่อเหตุขึ้นมา
ทำให้เกิดโปรเจ็คใหม่ขึ้น เป็นการตามสัมภาษณ์ฆาตกรต่างๆ ที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญทั่วประเทศ
เพื่อรวบรวมข้อมูลต่างๆ ไว้เป็นวิทยาการสำหรับศึกษา
จนได้ตั้งชื่อโปรเจ็คนี้ว่า ”Serial killers” หรือ ”ฆาตกรต่อเนื่อง”
โดยพวกเขาได้สัมภาษณ์ฆาตกรต่อเนื่องชื่อดังอย่าง เอ็ด แคมเบอร์ (Ed Kemper),
เจอรี่ย์ บรูโดส์ (Jerry Brudos) และคนที่ดังที่สุดอย่าง ริชาร์ด สเปค (Richard Speck) เป็นต้น
 
 
สิ่งที่ ‘มายด์ฮันเตอร์’ ไม่เหมือนหนัง-ภาพยนตร์ หรือ ซีรี่ย์ แนวทริลเลอร์-ฆาตกรต่อเนื่องเรื่องอื่นๆ
ก็เพราะว่า ‘มายด์ฮันเตอร์’ ดำเนินเนื้อเรื่องในสมัยที่ยังต้องทำความเข้าใจกับ ”คดีฆาตกรรมต่อเนื่อง”
แตกต่างจากหนังเรื่องอื่นๆ ที่ตำรวจสืบสวน หรือ เอฟบีไอ มักจะสืบหาวิธีกันตามตำราที่มีมาแล้ว
ทำให้ในหนังเรื่องอื่นๆ เราจะพบกับการสืบสวนคดี แบบที่ค่อนข้างรู้วิธีการทำงานของฆาตกร
เนื่องจากมักจะทราบถึงเหตุจูงใจกันแล้ว ว่าฆาตกรต่อเนื่องเหล่านี้ ทำไปด้วยเหตุผลอะไร
ส่วน ‘มายด์ฮันเตอร์’ ยังแทบจะไม่เข้าใจอะไรเลย ไม่แม้กระทั่งในเรื่องของเหตุจูงใจเลยด้วยซ้ำ
ทำให้เนื้อหาของเรื่อง จะเป็นเรียนรู้จากฆาตกร ซะมากกว่า เพราะยังใหม่กับเรื่องนี้มาก
ดังนั้นตัวละครในเรื่อง มักจะตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลา และ ตั้งข้อสันนิษฐานใหม่ๆเสมอ
โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ”การสัมภาษณ์ฆาตกรต่อเนื่อง” ที่เป็นตัวดำเนินเรื่องครับ
ล้วนแต่เป็นการหาแรงจูงใจทั้งสิ้น ทำให้เราสามารถเรียนรู้แนวคิดของฆาตกรต่อเนื่องไปด้วย
และเป็นเรื่องของจิตวิทยาล้วนๆเลยครับ โดยต้องชื่นชมทีมเขียนบทมากครับ
โดยเฉพาะทีมเขียนบทสกรีนเพลย์ (Screenplay) ที่เขียนออกมาละเอียดมากทีเดียวครับ
เราจะเห็นได้จากจุดโฟกัสของผู้กำกับ เพราะค่อนข้างเน้นไปที่ประโยคสนทนาของตัวละคร
 
 

อย่างที่บอกครับว่า ‘มายฮันเตอร์’ เป็นซีรี่ย์ทริลเลอร์เชิงจิตวิทยา
ดังนั้นความตื่นเต้นของเรื่องนี้ จะไม่ได้อยู่ที่ฉากแอ็คชั่นครับ เพราะไม่มีเลยก็ว่าได้!
เนื่องจากว่าไทม์ไลน์ของเนื้อเรื่อง ตัวละครหลักอย่างสองคู่หูเอฟบีไอ
มักจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ตอนเกิดคดีฆาตกรรม แต่จะอยู่ในเหตุการณ์ของการสืบสวนแล้วเท่านั้น
จึงขอเตือนว่าซีรี่ย์เรื่องนี้ อาจจะไม่เหมาะสำหรับคนที่หวังดูการสืบสวนคดี แบบไลล่าคนร้ายครับ
แต่ความตื่นเต้น จะอยู่ที่จิตวิทยาของบรรดาตัวละครภายในเรื่องครับ
ถือว่าเป็นอะไรที่เฉือนคมกันแบบสุดๆ ทั้งเอฟบีไอ หรือ ฆาตกรต่อเนื่อง ไม่มีใครยอมใคร
จนเราต้องลุ้นกันตัวโก่งว่า ”ใครกันแน่ที่กำลังอ่านใครอยู่”

 
 
งานกำกับภาพของเรื่อง ถือว่าทำออกมาได้สุดยอดทีเดียวครับ เพราะเป็นกลิ่นอายงานของฟินเชอร์
ที่เราเห็นประจำจนชิน ถ้าหากเป็นแฟนหนังของเขา โทนสีของภาพจะออกหม่นๆมืดๆ
แม้กระทั่งในที่ ที่แสงแดดจ้า ภาพก็จะปรับสีให้อ่อนตาลง ให้บรรยากาศอึมครึมตลอดเวลา
ซึ่งเราจะเห็นผ่านตาจาก Gone Girl (2014), The Girl with the Dragon Tattoo (2011),
The Social Network Director (2010), House of Cards (2013) เป็นต้น
เพราะมีผู้กำกับงานภาพเป็นอิริค มาสเซอร์ซมิชท์ (Erik Messerschmidt)
ที่ทำงานร่วมกับฟินเชอร์มาแล้วใน  Gone Girl (2014) ในงานด้านการจัดแสง
ซึ่งคนนี้ถือเป็นคนจัดแสง ที่กำลังมาแรงเลยก็ว่าได้ครับ โดยไต่เต้ามาเป็นผู้กำกับภาพ
ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง Sicario: Day of the Soldado (2018) นี่ก็เป็นผลงานของเขาครับ
จะเห็นถึงแนวทางการจัดแสงแบบภาพหม่นๆ หรือปรับสีให้ออกเหลืองจางๆ
เพื่อให้ภาพบรรยากาศหม่นหมอง เพราะจะช่วยคุมโทนบรรยากาศของหนังดราม่าได้ดียิ่งขึ้นครับ
ซึ่งคล้ายคลึงกับซีรี่ย์เรื่อง ‘True Detective’ ในซีซั่นที่ 1 ที่โทนสีบรรยากาศของภาพแบบนี้
เพราะนอกจากช่วยคุมโทนบรรยากาศแล้ว ยังมาช่วยเพิ่มในเรื่องของจิตวิทยาด้วย
เนื่องจากคนเรามักจะมีปฏิกิริยากับการจดจำภาพในอดีต ภายใต้บรรยากาศแบบอึมครึม
 
 
ในเรื่องของการแสดงของนักแสดงภายในเรื่อง ถือว่าเป็น ”ไฮไลต์” เลยก็ว่าได้ครับ
เพราะแม้ว่านักแสดงนำแต่ละคน จะทำได้ดีในระดับทั่วไป จนเราไม่ได้ว้าวอะไรมากนัก
เนื่องจากบทของพวกเขา เป็นบทดัดแปลง ที่สร้างคาแร็คเตอร์ขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้ดำเนินเรื่อง
แตกต่างจากนักแสดงสมทบ ที่สปอร์ตไลท์มาจับอยู่ที่พวกเขาทั้งหมด!
โดยเฉพาะคนที่รับบทเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ที่ต้องรับบทโดยอ้างอิงจากบุคคลจริงในประวัติศาสตร์
ทำให้ต้องใช้ฝีือการแสดงอย่างมาก ในการลอกเลียนแบบบุคลิกของฆาตกรที่มีชื่อจริงเหล่านั้น
เช่นคาเมรอน บริตตัน (Cameron Britton) นักแสดงหน้าใหม่
ที่ต้องรับบทเอ็ด แคมเบอร์ (Ed Kemper) ฆาตกรต่อเนื่องร่างยักษ์ ที่มีไอคิวสูงถึง 145
และทำออกมาได้ยอดเยี่ยมแบบสุดๆ จนเป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์
โดยเขาได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงรับเชิญยอดเยี่ยมด้วย
จากเวทีประกาศผลรางวัลเอ็มมี่ อวอร์ดส (Emmy Awards) นอกจากนี้คนอื่นๆก็ทำได้ดีไม่แพ้กันครับ
 
 
สำหรับใครที่อยากหาซีรี่ย์แนวจิตวิทยา หรือซีรี่ย์ที่เกี่ยวกับการสืบสวน-สอบสวน
หรือซีรี่ย์ที่เกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่อง ‘มายด์ฮันเตอร์’ ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมแน่นอนครับ
โดยตอนนี้มีการเริ่มถ่ายทำซีซั่นที่ 2 แล้ว (2019) ก็ต้องดูว่าการดำเนินเรื่องจะเป็นยังไงต่อไป
หรือจะมีความยาวกีซีซั่น อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ว่าจะให้การสนับสนุนมากแค่ไหน
แต่ถ้าใครที่ติดตั้งเน็ตฟลิกซ์ ก็คงอยากจะดูซีรี่ย์เรื่องดีๆ แบบ ‘มายด์ฮันเตอร์’ แน่ๆแหละครับ
 
เขียน และ เรียบเรียงโดย: aboutFriday.com
ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก: https://www.imdb.com/https://www.youtube.com/
ขอบคุณภาพประกอบจาก: https://www.imdb.com/