Home Culture

Kids (1995) หนังสะท้อนปัญหาวัฒนธรรมสังคมวัยรุ่นในยุค 90’s ที่ควรค่าแก่การรับชม!

326
 
 
หนังที่ควรมีไว้ในห้องเรียน เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้ชมตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาเป็นต้นไป
คงจะหนีไม่พ้นหนังเรื่อง ‘Kids’ ปี 1995 ที่สามารถเล่าเรื่องราว ของสังคมเด็กวัยรุ่นอเมริกากลุ่มหนึ่ง
ได้แบบตรงไปตรงมา จนทำให้ภาพยนตร์ติดเรท NC-17 (ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 17 ดูเด็ดขาด)
แต่ต่อมาหนังเรื่อง ‘Kids’ สามารถแสดงให้เห็นว่า การเล่าเรื่องราวของพวกเขานั้น
สามารถสะท้อนปัญหาของสังคมวัยรุ่น ในอีกด้านของวัฒนธรรมภายในสังคมยุค 90’s ที่ถูกซ่อนไว้
ทำให้สังคมตระหนักถึงปัญหาวัฒนธรรม ในด้านที่ไม่เคยถูกพูดถึงจริงจัง ของยุคนั้นได้ดียิ่งขึ้น
รวมถึงปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในสังคมยุคนั้น อย่างปัญหาการติดเชื้อเอชไอวี และโรคเอดส์ (HIV/AIDS)
โดยหนังเรื่องนี้ สามารถสร้างผลกระทบทางจิตใจ และ เปลี่ยนแปลงแนวคิดของผู้ชมได้เป็นอย่างดี
ซึ่งเป็นหนึ่งในหนัง ที่ควรค่าแก่การหามารับชมครับ 
โดยสื่ออย่าง New York Times ยกย่องให้หนังเรื่องนี้เป็น ‘A Wake-up Call to The World’
 
 
หนังเรื่อง ‘Kids’ เป็นหนังแนว Coming of age (การเติบโตของวัยรุ่น) ที่ออกฉายในปี 1995
ซึ่งด้วยเรทของภาพยนตร์เป็น NC-17 หรือ ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 17 ดูเด็ดขาด
ทำให้การโปรโมทหนังเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แม้ว่าหนังจะได้รับเสียงวิจารณ์เป็นสองฝั่ง
หลังออกฉายในเทศกาลหนังอินดี้ต่างๆ เช่นคานส์ หรือ ซันแดนซ์ 
และต่อมาด้วยประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆของตัวหนังเอง ทำให้ผู้คนเริ่มหาดูกันมากขึ้น
จนสร้างกระแสสำคัญ ในเรื่องของปัญหาวัฒนธรรมสังคมวัยรุ่นในยุค 90’s 
เพราะเป็นหนังที่รบกวนจิตใจของผู้ชมได้เป็นอย่างดี 
ต่อมาทำให้ ‘Kids’ กลายเป็นภาพยนตร์แนวศึกษา ที่ไม่ถูกจำกัดเรทในการรับชมครับ
 
 
‘Kids’ เล่าถึงเรื่องราวของกลุ่มเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในมหานครนิวยอร์ก 
ใช้ชีวิตแบบเสเพลไปวันๆ โดยสิ่งที่พวกเราคิดก็จะมีแต่เรื่องเซ็กส์, ยา, สเก็ตบอร์ด
และการพบปะสังสรรค์ในหมู่เพื่อน ซึ่งไม่สนใจในกฏเกณฑ์ใดๆในสังคม
โดยมีตัวละครหลักอย่าง ‘เทลลี่’ กับ ‘แคสเปอร์’ สองหนุ่มเพื่อนซี้กันที่แชร์กันได้ทุกเรื่อง
ซึ่งเทลลี่นั้นชื่นชอบ และ หลงใหล ในการเปิดบริสุทธิ์เด็กสาวที่อายุไม่เกิน 15 ปี
และนั่นเป็นอีกอย่างที่เขาคิด นอกเหนือจากยา และ ปาร์ตี้กันในหมู่เพื่อน
 
 
ข้ามไปอีกฝั่งเป็นเรื่องราวของกลุ่มเด็กผู้หญิง ที่มีตัวละครหลักอย่าง ‘เจนนี่’ และ ‘รูบี้’
โดยพวกเธอกำลังพูดถึงกลุ่มเด็กผู้ชาย และแชร์กันว่าพวกเธอชื่นชอบการ ‘โดนเอา’ แค่ไหน
เพราะพวกเธอบอกว่า มันมีข้อแตกต่างระหว่างเซ็กส์ กับ เม็คเลิฟ 
โดยที่เจนนี่ เคยมีเซ็กส์เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น กับ เทลลี่ ที่เปิดบริสุทธิ์เธอ
ส่วนรูบี้ และ เพื่อนๆคนอื่นๆ ผ่านประสบการณ์เซ็กส์มามากมายนับไม่ถ้วน 
แม้ว่าพวกเธอจะมีอายุกันเพียง 15-16 ปีโดยประมาณกันเท่านั้น
จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่วันเดียวกันนั้น เจนนี่ และ รูบี้ พาไปกันไปตรวจเลือดเพื่อความสบายใจ
โดยเป็นไอเดียของรูบี้ เพื่อที่พวกเธอจะได้มีเซ็กส์ได้อย่างมั่นใจ 
ซึ่งผตรวจพบว่า ‘เจนนี่’ ที่เคยมีเซ็กส์เพียงครั้งเดียว กับ เทลลี่ แบบไม่ได้ป้องกัน 
ตรวจพบว่าเธอมีเชื้อเอชไอวี ซึ่งสร้างความช็อกให้กับเธอเป็นอย่างมาก
ส่วน ‘รูบี้’ ที่ผ่านการมีเซ็กส์มามากกว่า 9-10 คน และเคยมีปาร์ตี้เซ็กส์หมู่แบบไม่ได้ป้องกัน 
กลับไม่พบการติดเชื้อแต่อย่างใด ทำให้เจนนี่ต้องตามหาเทลลี่ เพื่อพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้น
ในขณะที่เทลลี่ และ กลุ่มเพื่อนต่างเตร็ดเตร่ไปทั่วนิวยอร์ก เพื่อหาอะไรสนุกๆทำกัน

 

 
โดย ‘Kids’ ใช้เวลาในหนังเพียง 1 วันเท่านั้น ในการเล่าเรื่องสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมของเด็กกลุ่มนี้
โดยใช้ความธรรมดาของชีวิตประจำวัน เพื่อสะท้อนปัญหาวัฒนธรรมสังคมวัยรุ่นในยุค 90’s 
ที่ดูเหมือนกำลังเกิดขึ้นจริง ที่ไหนสักแห่งในสังคม จนทำให้ตระหนกถึงปัญหาที่เกิดขึ้น
 
โดยกว่าจะเป็นหนังเรื่องนี้ ตัวหนังเองก็ประสบปัญหาอย่างมากเช่นกัน จากปัญหาหลายๆเรื่อง
เพราะค่ายหนังใหญ่ อยากให้เปลี่ยนแปลงแก้ไข เพื่อลดความรุนแรงของเรื่องลง  
แต่ทางผู้กำกับอย่างแลร์รี่ คลาร์ก (Larry Clark) ไม่ยอมแก้ไขใดๆทั้งสิ้น
ซึ่งยังดีที่ค่ายหนังบริษัทลูก ที่คุมหัวหนังเรื่องนี้อยู่ อย่าง Miramax (ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน) 
ไม่เอาด้วยเช่นกันกับไอเดีย ที่จะทำให้หนังซอฟท์ลง และสร้างบริษัทใหม่มาเพื่อฉายโดยเฉพาะ
เพราะถ้าไม่ได้ Miramax ภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจจะไม่มีตำนานอย่างทุกวันนี้ก็ได้

 
หนังเรื่อง ‘Kids’ เป็นภาพยนตร์เรื่องแรก ของผู้กำกับอย่างแลร์รี่ คลาร์ก ที่เริ่มต้นไกลมาก
จากการเป็นช่างภาพแนวสตรีท ก่อนที่จะขยับมาทำมิวสิควิดีโอ ก่อนจะหาทุนต่อยอดมาเอง
ที่ต่อมามีผลงานหนังแนวสะท้อนปัญหาสังคมของเด็กวัยรุ่น จำนวนหลายเรื่องด้วยกัน
เช่น Bully (2001), Wassup Rockers (2005) เป็นต้น
ส่วนการเขียนบทเป็นงานของฮาโมนี่ โครีน (Harmony Korine) ที่ตอนนั้นอายุเพียง 20 ต้นๆ
ที่ต่อมาเขาเองก็ได้ออกไปกำกับหนังเอง ซึ่งเป็นแนวสะท้อนสังคม รวมถึงหนังคัลท์
แต่ไม่ได้ประสบความสำเร็จใดๆ โดยเฉพาะด้านคำวิจารณ์ เพราะหนังค่อนข้างเข้าถึงยาก
โดยหนังที่เขาเขียนบท และ กำกับต่อมาก็เช่น Gummo (1997), Trash Humpers (2009)
และผลงานใหญ่อย่าง Spring Breakers (2012)
 
สำหรับความเป็นมา ของการสร้างภาพยนตร์สะท้อนสังคมอย่าง ‘Kids’ เกิดขึ้นโดยความบังเอิญ
จากการที่โครีน เขาไปเล่นสเก็ตบอร์ดกับเพื่อนๆที่วอชิงตัน สแควร์ พาร์ค (Washington Square Park)
และพบกับแลร์รี่ คลาร์ก ที่กำลังถ่ายรูปคนเล่นสเก็ตบอร์ดอยู่ พวกเขาแลกเปลี่ยนไอเดียกัน
จนแลร์รี่ คลาร์ก เล่าถึงโปรเจ็คที่เขาอยากทำ คือเล่าเรื่องราวของเด็กเหล่านี้ ในนิวยอร์ก ซิตี้
และโครีน ก็มีไอเดียอยู่แล้วด้วย ก็เลยเขียนบทให้แลร์รี่ คลาร์ก ซะเลยในตอนนั้น
ก่อนที่แลร์รี่ คลาร์ก ต้องไปหาทุนกันอยู่พักใหญ่ รวมถึงทีมงานที่จะมาทำหนังเรื่องนี้ให้เสร็จ
 
 
ส่วนทีมงานนักแสดง ส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นเด็กที่เล่นสเก็ตบอร์ด อยู่ในนครนิวยอร์กกันจริงๆ
และยังเป็นงานแสดงเรื่องแรก ของพวกเขาด้วยกันทั้งหมด รวมถึงนักแสดงหลักของเรื่อง
เช่นลีโอ ฟิสแพริค (Leo Fitzpatrick) ที่รับบท ‘เทลลี่’
หรือ จัสติน เพียร์ซ (Justin Pierce) ที่รับบท ‘แคสเปอร์’ (จัสติน เพียร์ซ เสียชีวิตด้วยวัย 25 ปี)
หรือ โคลอี้ เซเวอนี่ย์ (Chloë Sevigny) ที่รับบท ‘เจนนี่’
และ โรซาริโอ ดาวน์สัน (Rosario Dawson) ที่รับบท ‘รูบี้’
ทุกคนต่างมีผลงานเรื่อง ‘Kids’ เป็นผลงานแรกของตัวเอง และต่อยอดการแสดงต่อไปจากนี้
 
และสุดท้าย ‘Kids’ ก็ได้ถ่ายทำจนได้ ด้วยงบประมาณราวๆ 1.5 ล้านเหรียญ
และยังได้อีริค เอ็ดเวิร์ด (Eric Edwards) เพื่อนของเขา ที่พอมีเส้นสายในวงการ มาช่วยกำกับภาพให้
รวมถึงช่วยเหลือ ในเรื่องของการรวบรวมทีมงาน ซึ่งงานกำกับภาพในเรื่องของอีริค
ถือว่าสุดยอดมากๆเช่นกัน เพราะหลายฉากถือเป็นตำนานเลยก็ว่าได้ ทั้งงานแสงและงานภาพ
แต่ที่โดดเด่นที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นซาวด์แทร็กของหนัง ที่ใช้เพลงของวง ‘The Folk Implosion’
รวมถึงเพลง Hip-hop ที่โดดเด่นในเวลานั้นเป็นส่วนใหญ่
สุดท้าย ‘Kids’ ได้ออกฉายในเทศกาลหนังต่างๆ จนเข้าฉายในโรงภาพยนตร์แบบจำกัดแห่ง
แต่สามารถทำรายได้รวมไปได้กว่า 20 ล้านเหรียญ ก่อนที่หนังจะโด่งดังมากขึ้นเรื่อยๆ
 
 
‘Kids’ ถือว่าเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกๆ ที่เล่าถึงปัญหาวัฒนธรรมสังคมของเด็กวัยรุ่นในยุค 90’s
แม้ว่าในอดีตจะมีภาพยนตร์ดีๆจำนวนมาก ที่เล่าถึงปัญหาวัฒนธรรมสังคมของเด็กวัยรุ่นของยุคนั้นๆ
เช่นยุค 50’s มี Rebel Without a Cause (1955), ยุค 60’s มี West Side Story (1961)
ยุค 70’s มี The Last Picture Show (1971) และ ยุค 80’s มี The Breakfast Club (1985)
แต่หนังที่ยกตัวอย่างมาในแต่ละยุค ทั้งหมดนี้ยังไม่ได้เล่าเรื่องแบบลงลึกหนักๆ แบบนี้มาก่อน
แม้ว่าในปีเดียวกันจะมีหนังคล้ายกันอย่าง La Haine (1995) หนังฝรั่งเศส ที่เล่าปัญหาของวัยรุ่นเช่นกัน
แต่ ‘La Haine’ จะเป็นเรื่องราววัยรุ่นที่โตกว่า ไม่ใช่วัยแรกเริ่มของเด็กวัยรุ่นเช่น ‘Kids’
 
 

แน่นอนครับ ‘Kids’ ถือเป็นหนังที่ควรค่าหามารับชมอย่างที่สุด ถ้าอยากหาหนังดีๆดูสักเรื่อง
แม้ว่าตัวหนังจะเป็นหนังที่รบกวนจิตใจ หรือ สร้างผลกระทบทางจิตใจ ไม่น้อยก็ตาม
แต่ถ้าหากอยากจะดูหนัง ที่สะท้อนปัญหาวัฒนธรรมสังคมวัยรุ่นในยุค 90’s ก็ไม่ควรพลาดครับ
เพราะเราสามารถเรียนรู้ได้หลายอย่างจากหนัง และสร้างประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ได้
โดยเฉพาะเรื่องของความคล้ายคลึง ระหว่างปัญหาสังคมวัยรุ่นอเมริกา และ ปัญหาสังคมวัยรุ่นไทย

เขียน และ เรียบเรียงโดย: www.aboutfriday.com
ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก: https://www.imdb.com/https://en.wikipedia.org/
ขอบคุณภาพประกอบจาก: https://www.imdb.com/