Home Book

12 กฏในการใช้ชีวิต (12 Rules For Life) แง่คิดดีๆ 12 ข้อ จากหนังสือที่จะทำให้คุณเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ดียิ่งขึ้น

247
ถ้าเพื่อนๆคนไหนที่กำลังมองหาหนังสือดีๆ ที่จะช่วยให้เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ดียิ่งขึ้น
เราขอแนะนำให้หามาอ่านเลยครับ รับรองว่าเปิดแนวคิดใหม่ๆได้เยอะมากๆแน่นอน
กับหนังสือขายดีระดับโลกเรื่องหนึ่ง ชื่อหนังสือว่า ”12 Rules For Life” หรือ ”12 กฏในการใช้ชีวิต”
ที่เป็นหนังสือที่จะช่วยเปิดแนวคิดใหม่ๆ ในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ด้วยการนำเอาแนวคิดแบบเบสิค และ ชีวิตประจำวัน มาปรับใช้ ซึ่งทุกคนสามารถทำได้แน่นอน
ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำแนวคิดทั้ง 12 ข้อ จากหนังสือไปใช้หรือไม่?
 
 
หนังสือ ”12 Rules For Life” เป็นหนังสือขายดีมากๆอันดับ 1 ในหลายๆประเทศทั่วโลก
แปลเป็นภาษาต่างๆมากกว่า 45 ภาษาทั่วโลก และ รวมไปถึงหนังสือเสียง (Audiobook)
เพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น หนังสือเล่มนี้สามารถขายได้ถึง 3 ล้านเล่ม!
โดยเป็นผลงานของผู้เขียนอย่าง ด็อกเตอร์ จอร์แดน บี. ปีเตอร์สัน (Jordan B. Peterson)
ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่างมากตอนนี้ ในเรื่องของแนวคิดทางสังคม และ การเมือง
สำหรับจอร์แดน บี. ปีเตอร์สัน เขาเป็นชาวแคนาดา ประกอบอาชีพเป็น นักจิตวิทยาคลีนิค
รวมถึงเป็นอาจารย์ด้านจิตวิทยา ที่เปิดสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโตรอนโต (University of Toronto)
ซึ่งเขาสอนเรื่องสังคม, จิตวิทยาบุคลิกภาพ, ศาสนา เป็นต้น
และหลังจากโด่งดังในอินเตอร์เน็ต จากการที่เขาไปโต้วาที ถกประเด็นต่างๆในสังคม
โดยเฉพาะการที่เขาไปถกประเด็นทางสังคม กับ พิธีกร ในช่องข่าว ‘Channel 4 News’
จนมียอดเข้าชมมากกว่า 14 ล้านวิว นั่นทำให้เขายิ่งโด่งดังขึ้นไปอีก
เขาจึงเป็นต้นแบบของผู้คนรุ่นใหม่ ในประเด็นที่พูดถึงเรื่องทางสังคมสมัยใหม่
ต่อมาเขาได้เริ่มทำงานเป็นนักวิจารณ์การเมือง, นักโต้วาที และ นักเขียนหนังสือให้แง่คิด
 
โดย ”12 Rules For Life” หรือ ”12 กฏในการใช้ชีวิต”
พูดถึงกฏ 12 ข้อ ที่ควรปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อใช้เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดียิ่งขึ้น
ถือว่าเป็นแนวคิดง่ายๆที่น่าสนใจมากครับ ซึ่งมีดังต่อไปนี้…
 
1. ยืนตัวให้ตรง อกผายไหล่ผึ่ง!
(Stand Up Straight With Your Shoulders Back)
การยืนตัวให้ตรง เป็นการส่งเสริมบุคลิกภาพที่ดีที่สุดครับ ไม่มีวิธีไหนดี และ ง่ายกว่านี้อีกแล้ว
เพราะการยืนตัวให้ตรง สามารถแสดงให้เห็นว่าเรามีความมั่นใจ และ ดูโดดเด่นขึ้นมา
นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่า คนที่ยืนตัวตรง มักแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ
ซึ่งตรงนี้เป็นจิตวิทยาบุคลิกภาพ ที่ได้รับการยอมรับอย่างมากครับ ว่าได้ผลจริงๆ
 
2. ปฏิบัติกับตัวเอง ให้เหมือนปฏิบัติกับคนที่คุณต้องรับผิดชอบ
(Treat Yourself Like Someone You Are Responsible for Helping)
ปฏิบัติกับตัวเอง ให้เหมือนปฏิบัติกับคนที่คุณต้องรับผิดชอบ? ฟังดูอาจจะงงๆหน่อยๆ
แต่จริงๆแล้วมันมีหลักการของศาสนา (The Golden Rule) จากหนังสือไบเบิ้ล
ที่ว่า ”ปฏิบัติกับคนอื่น เหมือนกับที่คุณอยากให้คนอื่นปฏิบัติกับตน”
แต่ความจริงแล้ว ปีเตอร์สันอธิบายว่า ‘คนเรามักปฏิบัติกับตัวเองไม่ดีเท่าไหร่นัก’
เช่นกินยาไม่ตรงเวลา กินไม่ตรงกับที่แพทย์สั่ง เป็นต้น
แต่กับคนอื่นที่เราต้องรับผิดชอบแล้ว คนอย่างเราๆมักทำได้ดี
เช่นการไปส่งลูกเข้าเรียนตรงเวลา, ตรวจการบ้านของลูก ทำอาหารให้ลูกกินอย่างพิถีพิถัน
หรือกระทั่งการเลี้ยงสัตว์ คนเรามักให้อาหารมันตรงเวลาเสมอ
มีเวลาพาไปเดินเล่น มีเวลาพาไปอาบน้ำ พอเจ็บป่วยก็พาไปหาหมอในทันที
แต่กับตัวเราเอง เรามักไม่ค่อยเอาใจใส่ตัวเราเองเท่าไหร่นัก
และนั่นคือการ ‘ปฏิบัติกับตัวเอง ให้เหมือนปฏิบัติกับคนที่คุณต้องรับผิดชอบ’ ครับ
 
3. เป็นเพื่อนกับคนที่ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณ
(Make Friends with People Who Want the Best For You)
ครับ เป็นข้อที่เข้าใจได้ง่ายมากๆ แต่ทำจริงๆนั้นยากพอสมควรเลยก็ว่าได้
เพราะเพื่อนมีหลายรูปแบบ เช่นเพื่อนที่เข้ากันได้, เพื่อนที่สนุกไปด้วยกัน,
เพื่อนที่พร้อมช่วยหลือยามยากลำบาก หรือ เพื่อนที่ให้คำปรึกษาได้
ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพื่อนทีดีครับ แต่จะดีที่สุด ถ้าพวกเขา ‘หวังสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณ’ มากกว่า
 
4. เปรียบเทียบตัวเองกับตัวเองในเมื่อวาน
ไม่ใช่เปรียบเทียบกับคนอื่นในวันนี้
(Compare Yourself to Who You Were Yesterday, 
Not Who Someone Else is Today)
ในยุคที่โลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก กลายเป็นตัวขับเคลื่อนสังคม
มันเป็นไปได้ยากมากๆ ที่จะทำให้เราไม่เอาตัวเอง ไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ
ซึ่งเป็นข้อเสียใหญ่ที่สุดเลยก็ว่าได้ ถ้าจะคิดเปลี่ยนแปลงตัวเอง ควรเริ่มจากตรงนี้ให้ได้
เพราะการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เช่นเขาหาเงินเก่งกว่า, เขาได้เที่ยวมากกว่า เป็นต้น
มันเป็นพฤติกรรมการทำลายตนเอง (Self Destructive Behavior) แบบที่แย่เอามากๆ
เนื่องจากมันจะทำให้เราไม่พอใจในตัวเองอยู่เสมอ
และวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา คือการเปรียบเทียบกับตัวเองในเมื่อวานมากกว่า
เพราะจะช่วยให้เรามีแรงพลักดัน จากการเปรียบเทียบกับตัวเราเอง
 
5. อย่าปล่อยให้ลูกของคุณทำอะไรที่คุณไม่ชอบ
(Do Not Let Your Children Do Anything that Makes You Dislike Them)
สำหรับกฏในข้อนี้ แม้แต่คนที่ไม่มีลูก ก็สามารถนำไปปรับใช้ได้เช่นกันครับ
เพราะส่วนใหญ่แล้วการเลี้ยงลูกส่วนใหญ่จะมีอยู่ 2 กรณี
คือปล่อยให้ลูกทำอะไรตามใจชอบ กับ ใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดในการคุมเข้ม
แต่ในกรณีที่ปล่อยให้ลูกทำอะไรตามใจชอบ แบบอย่างแรกนั้น ก็ถือเป็นปัญหาเหมือนกัน
เพราะอาจจะทำให้สังคมส่วนใหญ่เกิดความรำคาญ และ ตัดสินการเลี้ยงลูกของคุณอยู่
ซึ่งคนเราควรห่วงว่าสังคมจะคิดอย่างไรกับเรา เพราะถ้าสังคมกำลังตำหนิคุณอยู่
แสดงว่าคุณอาจจะกำลังเลี้ยงลูกอย่างผิดวิธี ดังนั้นอย่าปล่อยให้ลูกคุณทำอะไรที่คุณไม่ชอบ
เพราะถ้าคุณไม่ทำหน้าที่ตรงนั้น สังคมรอบข้างก็อาจจะเป็นฝ่ายทำหน้าที่แทน
ดังนั้นถ้าคุณมีอำนาจอยู่ คุณก็ควรที่จะใช้มัน ก่อนที่จะกลายเป็นพฤติกรรมที่แก้ไขได้ยาก
 
6. ทำบ้านตัวเองให้เรียบร้อยที่สุด ก่อนที่จะหันหน้าไปวิจารณ์ทั้งโลก
(Set Your House in Perfect Order Before You Criticize the World)
สำหรับข้อนี้ไม่ได้หมายความว่า คุณต้องทำบ้านของตัวเองให้สะอาดเรียบร้อยทั้งหมดครับ
แต่หมายถึงทำสิ่งดีๆให้กับตัวเองก่อน ก่อนที่จะหันไปวิจารณ์ปัญหาทั้งโลก
ยกตัวอย่างเช่นคุณควรแก้ปัญหาแย่ๆกับตัวเองก่อน ก่อนที่จะไปวิจารณ์คนอื่นนั่นเอง
เพราะเคยมีคำกล่าวว่า ”ถ้าคนทุกคนแบ่งกันทำความสะอาดย่านที่อยู่อาศัย
ของตัวเองทุกวัน โลกก็แทบจะไม่มีปัญหาขยะเรี่ยราดน้อยลงไปมากๆทีเดียว”
เพราะใช่ครับ มันง่ายกว่าที่จะวิจารณ์คนอื่น มากกว่าวิจารณ์ตัวเราเอง
 
7. แสวงหาสิ่งที่มีความหมาย ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาง่ายดาย หรือ สะดวก
Pursue What is Meaningful (Not What is Expedient)
‘ชีวิตไม่สมควรที่จะมีความสุข’ ฟังดูอาจจะดูค่อนข้างมองโลกในแง่ร้าย และ รุนแรงนะครับ
แต่จริงๆแล้วชีวิตคนเราทุกคน มันไม่มีอะไรแฟร์ครับ ไม่มีอะไรสนุกสนานด้วย
มีคนจำนวนไม่น้อยทีเดียว ที่ต้องประสบปัญหากับความยากลำบากในชีวิต
แต่ความยากลำบากต่างๆที่ต้องเผชิญนั่นแหละ ที่ช่วยทำให้ชีวิตมันมีความหมายมากขึ้น
ถ้าคุณพบว่าตัวเองใช้ชีวิตแบบฉาบฉวย และ ได้อะไรมาง่ายดาย หรือ สะดวก
ก็ควรลองพยายามทำอะไรที่มันยากขึ้นอีกนิด เพื่อที่จะได้เรียนรู้ถึงอะไรที่มีความหมาย
 
8. พูดความจริง อย่างน้อยก็อย่าโกหก (Tell the Truth, or at least Don’t Lie)
ใช่ครับ ฟังดูง่ายๆ วิธีที่คุณต้องทำก็คือบอกสิ่งที่คุณคิดแบบจริงๆ ไม่ต้องดัดจริตเสแสร้ง
เพราะในสังคมปัจจุบัน ทุกสิ่งทุกอย่างทุกวิพากษ์วิจารณ์เกือบทั้งหมด
ทำให้คนเรากลัวว่าความคิดของตัวเอง จะผิดเพี้ยนไปจากคนอื่น และ อาจถูกสังคมตัดสิน
เช่นร้านอาหารร้านหนึ่งคุณคิดว่ามันไม่อร่อย แต่คนส่วนมากคิดว่ามันอร่อย
ซึ่งมันเป็นคำถามที่หาความจริงไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ ”คุณได้พูดความจริง ในมุมมองของคุณ”
โดยกฏข้อนี้สามารถนำไปปรับใช้กับสังคมการทำงาน หรือ สังคมรอบข้างได้ทุกรูปแบบครับ
 
9. ให้คิดไว้ก่อนเสมอว่า คนที่คุณคุยด้วย อาจจะรู้อะไรที่คุณไม่รู้ก็ได้
(Assume that the Person You Are Listening to Might Know Something You Don’t)
คนเราไม่มีใครรู้ดีไปทุกเรื่องหรอกครับ กฏข้อนี้คือการพยายามให้เปิดใจรับฟังคนอื่นบ้าง
ยิ่งตอนนี้ปัญหาสังคมที่ใหญ่ที่สุด ก็คือช่องว่างระหว่างกลุ่มผู้สูงอายุ กับ กลุ่มคนรุ่นใหม่
เพราะทั้งสองเจเนอเรชั่น มีความแตกต่างกันมากทีเดียว จากความเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณ คือเริ่มเปิดใจรับฟังครับ
เพราะนอกจากจะได้มุมมองใหม่ๆแล้ว เราอาจจะได้รู้เรื่องราวต่างๆที่เราไม่รู้ก็ได้
 
10. แม่นยำกับคำพูดของตัวคุณเอง (Be Precise in Your Speech)
แม่นยำกับคำพูด ถือเป็นอีกกฏที่ควรปฏิบัติตามครับ เพราะสำคัญทีเดียว
เช่นการถกเถียงปัญหาต่างๆ ซึ่งอาจจะต้องมีการรื้อฟื้นคำพูดก่อนหน้านี้ในอดีตขึ้นมา
เราต้องแน่วแน่กับคำพูด ที่เราพูดก่อนหน้านั้นให้มากที่สุด
ดังนั้นคำพูดทุกครั้งที่คุณพูดออกไป ควรเป็นคำพูดที่คุณไว้ใจจะใช้มันมากที่สุดครับ
 
11. อย่าไปกวนใจพวกเด็กๆ เวลาที่พวกเขาเล่นสเก็ตบอร์ด
(Do Not Bother Children when they are Skateboarding)
ผู้ปกครองสมัยนี้ค่อนข้างที่จะรัดกุมกับลูกมากเกินไป เพราะตั้งความหวังอนาคตของลูกไว้
จึงกังวลกับทุกความเสี่ยงที่จะเกิดกับลูก ทำให้มักจะจับตาดูลูก แทบทุกฝีก้าวเลยก็ว่าได้
นอกจากนี้ยังห้ามทำสิ่งต่างๆจำนวนมาก ซึ่งส่งผลเสียแก่เด็ก ในอนาคตมากทีเดียว
เพราะจะทำให้เด็กกังวล ที่จะทำอะไรนอกกรอบของสังคม หรือ กล้าเผชิญกับความเสี่ยง
ดังนั้นกีฬาสเก็ตบอร์ด ถือเป็นอีกกีฬาที่จะมาช่วยแก้ปัญหานี้ให้กับเด็กได้ครับ
เนื่องจากกีฬาสเก็ตบอร์ด เป็นกีฬาที่ทำให้เด็ก รู้จักเรียนรู้ ”ลิมิตของความเสี่ยง”
เนื่องจากสเก็ตบอร์ด ต้องใช้ ”ความล้มเหลว” กับ ”อาการบาดเจ็บ” เป็นตัวช่วยพัฒนาฝีมือ
ซึ่งจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหากเล่นเกินความสามารถของตัวเอง
เช่นเดียวกับกีฬาอื่นๆเช่น ฟุตบอล, บาสเก็ตบอล, วอลเลย์บอล
ใช่ครับกีฬาพวกนี้ต้องเจ็บตัวอยู่แล้ว แต่นี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้คนเราเติบโต
และเรียนรู้จักที่จะเสี่ยงกับอะไรบ้าง ไม่ใช่ไม่เคยเสี่ยงที่จะต้องทำอะไรเลย
 
12. ให้อาหารแมวถ้าคุณเจอมันข้างถนน 
(Pet a Cat When You Encounter One on the Street)
ให้อาหารแมวถ้าคุณเจอมันข้างถนน เป็นการตีความหมายของคำว่า ”สนใจสิ่งรอบข้างบ้าง”
เพราะโลกตอนนี้ ทำให้คนเราเริ่มไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เพราะสังคมค่อนข้างเร่งรีบมากขึ้น
ดังนั้นหยุดสักพัก เพื่อหันมามองโลกที่อยู่รอบข้างตัวเรา มันสามารถเป็นอะไรก็ได้ง่ายๆ
เช่นให้อาหารแมวข้างถนน เพราะแมวถือเป็นสัตว์น่ารัก ที่สามารถทำให้คุณยิ้มได้เสมอ
หรือทักทายเพื่อนบ้าน ถามสารทุกข์สุขดิบบ้าง ยิ้มให้กับคนที่ชงกาแฟให้คุณ
มันสามารถเริ่มจากอะไรง่ายๆได้ทั้งนั้นครับ
เช่นไปวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า ก็อาจจะไม่เอาหูฟังไปด้วย
ฟังเสียงธรรมชาติในสวนสาธารณะ หรืออาจจะวิ่งช้าลงเพื่อที่จะมองสิ่งรอบข้างให้ชัดขึ้น
เพราะความจริงโลกของเรานั้นสวยงามนะครับ เพียงแค่ต้องเปิดอีกมุมมอง…
 
 
และนี่ก็เป็นเนื้อหาโดยย่อของ ”12 Rules For Life” หรือ ”12 กฏในการใช้ชีวิต”
ของผู้เขียนอย่าง ‘ด็อกเตอร์ จอร์แดน บี. ปีเตอร์สัน’ นักจิตวิทยาคลีนิคชื่อดังชาวแคนาดา
ที่ผมเชื่อว่าหลายๆคนน่าจะอยากหาหนังสือตัวเต็มมาอ่าน
ตอนนี้ยังไม่ทราบว่ามีฉบับแปลไทยหรือไม่นะครับ ถ้ามีก็ไม่ควรพลาดจริงๆ
เพราะด้วยกฏ 12 ข้อง่ายๆในการใช้ชีวิต อาจจะช่วยให้เพื่อนๆเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดียิ่งขึ้น
มันมีแต่ข้อดีเท่านั้นแหละครับ หากเราเอาใส่ใจตัวเราเอง
และทาง https://www.aboutfriday.com/ จะนำบทความดีๆแบบนี้ มาเสนออีกเช่นเคยครับ
 
หนังสือ: 12 Rules for Life
ผู้เขียน: จอร์แดน บี. ปีเตอร์สัน (Jordan B. Peterson)
ปีที่ตีพิมพ์: มกราคม ปี 2018
เขียน และ เรียบเรียงโดย: www.aboutfriday.com
ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก: https://en.wikipedia.org/,
https://www.youtube.com/ (Practical Psychology)
ขอบคุณภาพประกอบจาก: https://www.dailyevolver.com/