Home Lifestyle Economy

10 อันดับประเทศที่ค่าครองชีพแพงที่สุดในโลก ปี 2019

4797
‘ค่าครองชีพ’ คือค่าใช้จ่ายที่ใช้ดำรงชีวิต ทั้งค่าสาธารณูปโภค เช่นน้ำ-ค่าไฟ, ค่าเก็บขยะ,
รวมทั้งค่าผ่อนบ้าน หรือค่าเช่าหอ-คอนโด, ค่าอาหาร, ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
ซึ่งเมื่อนำค่าใช้จ่ายเหล่านี้ มาเทียบกับรายได้ต่อเดือนของบุคคล
จะพบว่าต้องจ่ายค่าครองชีพเป็นเงินจำนวนมากต่อเดือน เมื่อเทียบกับรายได้ที่ได้รับ
ทั้งนี้ค่าครองชีพที่สูงขึ้น มักจะผลักดันรายได้ต่อเดือน และรายได้ต่อหัวสูงขึ้นไปด้วย
ซึ่งต้องดูผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ เพราะค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นมา
มักจะไปบวกกับการเพิ่มต้นทุนทุกอย่างในสังคม โดยถ้าหากค่าครองชีพนั้นเพิ่มขึ้นมา
แต่เงินเดือนเพิ่มขึ้นตามไม่ทันค่าครองชีพ ก็จะกลายเป็นว่าค่าครองชีพสูงขึ้น และมีกำลังซื้อลดลง
ซึ่งอาจจะไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจเช่นกัน ทำให้โครงสร้างของเศรษฐกิจนั้นสำคัญมาก
ต่อค่าครองชีพในแต่ละประเทศ ว่าเงินนั้นหมุนเวียนอย่างไร และรายได้หลักมาจากส่วนไหน
 
และนี่ก็เป็น ’10 อันดับประเทศที่ค่าครองชีพแพงที่สุดในโลก ปี 2019′
โดยการนับสถิติของเว็บไซต์ numbeo.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์เปรียบเทียบค่าครองชีพที่ตรงที่สุดครับ
 
10½. ฝรั่งเศส (France)
ฝรั่งเศส เป็นประเทศที่ค่าครองชีพสูงติดเป็นอันดับ 10 ร่วม ซึ่งคงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นัก
เพราะฝรั่งเศสเองเป็นประเทศศูนย์กลางธุรกิจ และการท่องเที่ยวที่คับคั่งที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง
โดยสิ่งที่ทำให้ภาพรวมของฝรั่งเศสค่าครองชีพสูงนั้น เนื่องจากมากค่าภาษี และสาธารณูปโภค
ที่ค่อนข้างแพงทีเดียว และค่าอาหารตามร้านอาหารยังถือว่าสูงมากทีเดียว
แต่ว่าห้างร้านหรือร้านขายของชำจะมีราคาที่ค่อนข้างถูก ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก
ทั้งนี้การประท้วงค่าครองชีพของชาวฝรั่งเศสในปี 2018 ช่วยเป็นคำตอบได้เป็นอย่างดี
ว่าค่าครองชีพของชาวฝรั่งเศสนั้นหนักหนาสาหัสเอาการ
 
 
10. ไอร์แลนด์ (Ireland)
ไอร์แลนด์ ถือเป็นประเทศที่ค่อนข้างน่าแปลกใจว่าทำไมถึงเข้ามาติดในลิสต์ได้
ซึ่งสิ่งที่ทำให้ไอร์แลนด์ ประเทศเกาะทางตอนเหนือของอังกฤษ มีค่าครองชีพที่สูงขึ้น
เกิดจากการพัฒนาสถาบันการศึกษา ทำให้มีนักศึกษาจากทั่วโลกเข้ามาเรียนที่ไอร์แลนด์มากขึ้น
โดยเฉพาะกรุงดับลิน ทำให้ค่าอสังหาฯ ค่าเช่าบ้าน นั้นพุ่งสูงขึ้นตามจำนวนความแออัดที่เพิ่มขึ้น
จนทำให้รัฐบาลเก็บภาษีสูงขึ้นตามมา เพราะต้องจ่ายให้ทั้งรัฐบาล และส่วนเทศบาลอีกด้วย
ซึ่งแม้ว่าชนบทหรือเมืองเล็กๆจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนัก
แต่ภาพรวมทั้งหมดก็ฉุดค่าครองชีพของไอร์แลนด์ขึ้นมาเช่นกัน
 
 
9. เกาหลีใต้ (South Korea)
เกาหลีใต้ ถือเป็นประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาเร็วที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชีย
ซึ่งความเจริญของเกาหลีใต้ ก็ทำให้ค่าครองชีพแพงเช่นกัน โดยจะไปหนักที่ค่าสาธารณูปโภค
ทั้งค่าไฟ-น้ำ ที่ค่อนข้างแพง รวมไปถึงค่าใช้จ่ายประจำวันตามร้านของชำที่ถือว่าเอาเรื่อง
แต่ค่าอาหารในเกาหลียังถือว่าค่อนข้างถูก เพราะมีร้านสตรีทฟู้ดจำนวนมากที่ไม่แพง
ซึ่งเกาหลีใต้เองมีค่าเช่าบ้าน-คอนโดที่ไม่แพง (เพราะไปบวกกับค่าประกันต่างหาก)
ทำให้ชาวเกาหลีใต้ตัดปัญหาเรื่องค่าที่อยู่อาศัยไปได้เยอะมากทีเดียว แม้อย่างอื่นจะแพงหมด…
 
 
8. ฮ่องกง (Hong Kong)
เกาะฮ่องกง ถือว่าค่าครองชีพแรงมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะด้วยพื้นที่จำกัดของเขตปกครองนี้
ทำให้ทุกอย่างแพงไปหมด เริ่มจากค่าอสังหาฯที่แพงที่สุดในโลกติดอันดับมาโดยตลอด
ซึ่งชาวฮ่องกงหมดค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ไปกับค่าเช่าห้อง และค่าผ่อนกว่า 60-70% ของค่าครองชีพ
กระนั้นค่าอาหารถือว่าถูกมาก เพราะชาวฮ่องนั้นใช้บริการร้านสตรีทฟู้ดเช่นเดียวกับคนไทย
ช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนค่าอาหารไปได้เยอะ
 
 
7. เดนมาร์ก (Denmark)
เดนมาร์ก ประเทศแห่งรัฐสวัสดิการเข้ามาติดอันดับ เพราะว่าการเรียกเก็บภาษีของรัฐบาล
ที่ค่อนข้างแพงมาก (อันดับต้นๆของโลก) นอกจากนี้ค่าอาหารที่เดนมาร์กก็ถือว่าแพงมากเช่นกัน
โดยเฉพาะการใช้บริการร้านอาหาร แต่ถ้าหากทำอาหารกินเองโดยใช้วัตถุดิบจากร้านของชำ
นี่ก็ถือว่าช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากทีเดียวครับ
 
 
6. ญี่ปุ่น (Japan)
ญี่ปุ่น ถือเป็นประเทศที่ค่าครองชีพสูงมาก ซึ่งทุกอย่างโดยภาพรวมถือว่าสูงเท่าๆกันหมด
จะถูกก็คงเป็นเรื่องอาหาร และการใช้บริการขนส่งสาธารณะ นอกเหนือจากนั้นแพงทั้งหมด
โดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆในประเทศที่แออัด เพราะการกระจายออกเข้าหาความเจริญของคนญี่ปุ่น
ทำให้พื้นที่เมืองต่างๆค่าครองชีพสูง ทำให้ฉุดภาพรวมไปด้วยในตัว
 
 
5. ลักเซมเบิร์ก (Luxembourg)
ลักเซมเบิร์ก ประเทศเล็กๆที่ประชากรไม่ถึง 1 ล้านคน เข้ามาติดอันดับที่สูงขนาดนี
เพราะว่าลักเซมเบิร์กเป็นรัฐสวัสดิการที่มีการเรียกเก็บภาษีที่สูง และประเทศลักเซมเบิร์กเอง
ธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศนั้นคือการธนาคาร และสถาบันการเงิน ทำให้มีการเรียกเก็บภาษีที่สูง
เพื่อนำไปพัฒนาประเทศและระบบเศรษฐกิจ
ซึ่งชาวลักเซมเบิร์ก มีรายได้ต่อหัวที่สูงมากเป็นอันดับที่สูงที่สุดในโลกตลอดหลายปีมานี้
 
 
4. บาฮามาส (Bahamas)
หมู่เกาะบาฮามาส ประเทศเกาะเล็กๆทางตอนใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา
ติดอันดับประเทศที่ค่าครองชีพสูง เป็นอันดับต้นๆของโลกมาหลายสิบปีแล้ว
เพราะบาฮามาส เป็นประเทศการท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ ทั้งที่พักบนเรือสำราญและรีสอร์ท 6 ดาว
รวมถึงเป็นแหล่งรวมเงินทุนที่ใหญ่มากๆ (ในด้านไหนน่าจะทราบกันดี)
แต่ถ้าใครไม่ทราบ ก็พร้อมจะบอกครับว่า เพราะที่บาฮามาส มักถูกใช้เป็นที่ “เลี่ยงภาษี”
โดยเฉพาะการให้บริการเงินฝากธนาคารที่ปลอดภาษี (เริ่มเข้าใจตรงกันนะครับ)
ทำให้บาฮามาสไม่ได้มีแค่นักท่องเที่ยวขาจรเท่านั้น แต่มีทั้งขาประจำด้วย
ทำให้ค่าครองชีพที่นี่ถึงสูงขึ้นตามจำนวนประชากรแฝง ค่าอะไรก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆตามความต้องการ
 
 
3. นอร์เวย์ (Norway)
นอร์เวย์ เป็นประเทศรัฐสวัสดิการในรูปแบบของสังคมนิยมใหม่ Nordic model
ทำให้มีการเรียกเก็บภาษีบุคคลที่สูงเกินกว่า 50% ด้วยซ้ำ ทำให้ค่าครองชีพที่นี่แพงขึ้นตามลำดับ
เพื่อแลกกับสวัสดิการจากรัฐบาลนั่นเอง ที่สามารถจัดแจงค่าใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสม
ทำให้นอร์เวย์ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรกับสิ่งที่เป็นอยู่เลยครับ นอกจากของแพงบ้างตามกลไกตลาด
ซึ่งรายได้ต่อหัวของชาวนอร์เวย์ก็สูงกว่าประเทศอื่นๆมาก
 
 
2. ไอซ์แลนด์ (Iceland)
ไอซ์แลนด์ ประเทศเกาะแห่งนี้ค่าครองชีพถือว่าสูงลิ่วทุกอย่าง เพราะว่าสินค้าอุปโภค-บริโภค
ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ของทุกอย่างที่นี่แพงไปหมด
โดยที่ไอซ์แลนด์เองก็มีเศรษฐกิจส่งออกการประมง กับการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลัก
ภายใต้การบริหารแบบรัฐสวัสดิการ ที่แม้ว่าจะกระชากค่าครองชีพของชาวไอซ์แลนด์อย่างหนัก
แต่ก็แลกกับการได้รับการดูแลอย่างดีจากรัฐบาลเช่นกัน
ซึ่งชาวไอซ์แลนด์มีรายได้ต่อหัวที่สูงมาก แม้ว่าจะมีประชากรไม่กี่แสนคนก็ตาม
 
 
1. สวิสเซอร์แลนด์ (Switzerland)
สวิสเซอร์แลนด์ เป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวประชากรสูงมากๆติดอันดับของโลก
ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นตามกลไกของตลาด เนื่องจากสวิสเซอร์แลนด์
ประกอบธุรกิจการธนาคารจำนวนมาก รวมไปถึงการผลิตสินค้าไฮเอนด์
เช่นนาฬิกายี่ห้อดังต่างๆจำนวนมาก ที่เป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม
(ทำให้ส่วนนี้ช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตผลของประเทศให้สูงขึ้น)
อีกทั้งสวิสเซอร์แลนด์ยังมีธุรกิจการเงินที่มั่นคงมาโดยตลอด (จากการธนาคารในข้างต้น)
และส่วนสำคัญที่เป็นปัจจัยดันค่าครองชีพ คือสวิสเซอร์แลนด์เรียกเก็บภาษีบุคคลค่อนข้างน้อย
(ในส่วนนี้มีรายละเอียดปลีกย่อยของการเก็บเยอะมาก เพราะคนวัยทำงานทุกคนต้องเสียภาษี)
แม้ว่าจะเรียกเก็บภาษีจากการทำงานเป็นรายชั่วโมงก็ตาม
ทำให้ค่าครองชีพของสวิสเซอร์แลนด์ ติดอันดับต้นๆของโลกมาโดยตลอดครับ
เขียนและเรียบเรียงโดย: www.aboutfriday.com
ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก: https://www.numbeo.com/
ขอบคุณภาพประกอบจาก: https://inhabitat.com/