Home Famous People

Five Families: ประวัติครอบครัวแก๊งมาเฟียอิตาลีทั้ง 5 ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในนิวยอร์ก ซิตี้

1652
ตั้งแต่การที่ชาวอิตาลี ย้ายถิ่นฐานมายังประเทศอเมริกา ตั้งแต่ยุคปลายของศตวรรษที่ 19

การต่อตั้งแก๊งมาเฟีย ก็ได้เริ่มต้นขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน เพราะด้วยความที่เป็นรากฐานดั้งเดิม
โดยเฉพาะของกลุ่มองค์กรใต้ดินซิซิลี ที่มีแนวคิดการก่อตั้งแก๊งมาเฟีย เพื่อป้องกันการรุกรานต่างๆ
เพราะเกาะซิซิลี มักถูกเปลี่ยนมือการปกครอง จากประเทศต่างๆอยู่เสมอ

 
หลังจากการอพยพย้ายถิ่นฐานหนีความยากจน ข้ามทะเลมาหาอนาคตใหม่ ที่ดินแดนอเมริกา
ชาวซิซิลีก็ได้นำแนวคิด ของแก๊งมาเฟียมาใช้ด้วยเช่นกัน ทำให้องค์กรอาชญากรรม-มาเฟียอิตาลี
ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยมีเป้าหมายในการทำธุรกิจใต้ดิน, ธุรกิจการพนัน จนถึงและเรียกเก็บค่าคุ้มครอง

และทำให้กลุ่มมาเฟียอิตาลี เรืองอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเขตชายฝั่งตะวันออกของอเมริกา
ซึ่งมีเมืองแห่งเศรษฐกิจ อย่างนิวยอร์ก ซิตี้ ที่กลายเป็นแหล่งซ่องสุม ของกลุ่มมาเฟียอาชญากรรมเหล่านี้
จนผ่านมาในยุคศตวรรษที่ 20 ก็เริ่มต้นขึ้น ด้วยการถือกำเนิดของกลุ่ม ‘Five Families’ 
หรือกลุ่มองค์กร 5 ครอบครัวใหญ่ ของมาเฟียอิตาลี  ที่ปกครองอาณาเขต ของกรุงนิวยอร์ก ซิตี้
และ นิวเจอร์ซีย์ มาตั้งแต่ยุคอพยพมากกว่า 100 ปีมาแล้ว ที่พวกเขาทำธุรกิจใต้ดิน
ซึ่งประกอบไปด้วย Bonanno (โบนานโน), Colombo (โคลัมโบ), Gambino (แกมบิโน),
Genovese (เจโนเวส, เจโนเวเซ่) และ  Lucchese (ลูร์เคร์ซี) ที่ยึดครองอาณาเขตฝั่งตะวันออกร่วมกัน
 
แต่สงครามเล็กๆระหว่างทั้ง 5 ครอบครัวก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ จากเรื่องเล็กๆน้อยๆในเขตแดน
และสุดท้ายก็เกิดเป็นสงครามใหญ่ ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1930 ระหว่างคู่ขัดแข้งของทั้ง 5 ครอบครัว
โดยแบ่งเป็น 2 ฝ่ายในชื่อสงครามอาชญากรรม Castellammarese War (เคย์เตลาร์มาเรซี่ วอร์)
ระหว่างคู่ขัดแย้ง Joe Masseria (บอสกลุ่ม Genovese)
กับ Salvatore Maranzano บอสกลุ่ม (Bonanno)
ซึ่งสงครามอาชญากรรมครั้งนี้ จบลงด้วยการลงมติก่อตั้ง Commission (คณะกรรมาธิการของมาเฟีย)
และเลือกบอสใหญ่เพียง 1 เดียวจาก 5 ครอบครัว เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนองเลือดใหญ่ในอนาคต
โดย Salvatore Maranzano ได้รับเลือกเป็นบอสใหญ่สุด และยุติสงครามในเดือนเมษายนปี 1931
นอกจากนี้ผลของสงครามยังจบลงด้วยการที่ Joe Masseria ถูกลอบสังหารอย่างทารุณ 
และการก้าวขึ้นมาเป็นบอสคนใหม่ในครอบครัว Genovese ของ Charles “Lucky” Luciano 
ที่ใช้เวลาไม่นานนัก เพื่อการก้าวขึ้นเป็นบอสใหญ่สุดในปีเดียวกัน
เพราะ Salvatore Maranzano ก็ถูกลอบสังหารในคำสั่งของ Lucky Luciano เช่นกัน
และมาเฟียยุคใหม่ก็ได้เริ่มขึ้นจากตรงนี้
 
ภาพการถูกระดมยิงจนตายอย่างทารุณของ Joe Masseria ในปี 1931
จากคำสั่งของ “Lucky” Luciano โดยที่มือของเขามีไพ่ ‘Ace of Spades’ หรือเอซโพดำเสียบอยู่ 
 
หลังจากสงครามอาชญากรรม ระหว่างแก๊งเกิดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้กรมตำรวจต้องเริ่มทำการกวาดล้างขึ้น
จึงเปลี่ยนให้กลุ่มแก๊งมาเฟีย จากครอบครัวต่างๆ เริ่มทำการปรับตัวมาทำธุรกิจแบบถูกกฏหมาย
โดยใช้อิทธิพลของแก๊งมาเฟีย ช่วยในการจัดการปัญหาต่างๆแทน 
และธุรกิจของครอบครัว ก็ดำเนินกันมาอย่างลับๆเรื่อยมา โดยการให้การสนับสนุนนักการเมือง
รวมไปถึงการให้ความร่วมมือในเรื่องต่างๆ เพื่อยืดหยุ่นกับกรมตำรวจและเอฟบีไอ
ซึ่งรุ่นสุดท้ายที่มีการกระทำทางอาชญากรรมที่รุนแรง และยังมีชื่อเสียงบนสื่อในฐานะมาเฟีย
คือ John Gotti บอสของครอบครัว Gambino และ Vincent Gigante บอสของครอบครัว Genovese
 
ภาพถ่ายของ John Gotti มาเฟียที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคใหม่ โดยเป็นบอสของครอบครัว Gambino
ในช่วงราวๆยุค 1980s และยังเป็นมาเฟียที่คาดว่าเคยร่ำรวยที่สุดเท่าที่เคยมีมาในอเมริกา
 
ในส่วนของกลุ่ม ‘Five Families’ นั้นมามีชื่อเสียงอย่างมาก จากการที่ถูก Mario Puzo นำไปดัดแปลง
เป็นหนังสือเรื่อง The Godfather ในปี 1969 และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่องชื่อเรื่องเดียวกัน
ใน The Godfather ในปี 1972 ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่ง
 
จนในปัจจุบันบทบาทของมาเฟียอิตาลี มักไปอยู่ในรูปแบบธุรกิจถูกกฏหมายแทบจะทุกอย่างแล้ว
แต่กระนั้นแก๊งมาเฟียและธรรมเนียมการปฏิบัติรวมถึงสมาชิกของแก๊งมาเฟียทั้ง 5 ครอบครัว
ยังคงดำเนินการอยู่เรื่อยๆ ผ่านสมาชิกครอบครัวคนใหม่ๆที่ต่อยอดธุรกิจนี้อยู่เรื่อยๆ
 
 
Bonanno
Bonanno (โบนานโน) ในนามของครอบครัว Bonanno ก่อตั้งในยุค 1890s
เป็นแก๊งที่มีอิทธิพลมากที่สุดในยุค 1920-1930s ในยุคของ Salvatore Maranzano
และมารุ่งเรืองที่สุดในยุคของ Joseph Bonanno ที่รับช่วงต่อเป็นบอสในช่วงปี 1931-1968
หลังการตายของ Salvatore Maranzano ที่ถูกลอบสังหารเสียชีวิต
ในช่วงระยะเวลานั้นในยุค 1960s ครอบครัวของ Bonanno พยายามที่จะยึดครองอำนาจ
ในการเป็นบอสใหญ่สุดของทั้ง 5 ครอบครัวอีกครั้ง แต่ทำไม่สำเร็จ
ทำให้ Joseph Bonanno ถูกบังคับให้รีไทร์ แถมยังถูกเขี่ยให้ออกจากคณะกรรมาธิการของมาเฟีย
ในช่วงระยะเวลาที่กำลังวุ่นวายกันนั้น ในปี 1976 เอฟบีไอได้ส่งสายสืบเข้าไปในแก๊ง
เป็นนายตำรวจใช้ชื่อว่าปลอมว่า Donnie Brasco และเขาได้เข้าถึงระดับสูงภายในแก๊ง
ในระยะเวลาถึง 6 ปีของการสืบสวน จนครอบครัว Bonanno ถูกทางการกวาดล้างครั้งใหญ่
แต่ครอบครัว Bonanno ยังเอาตัวรอดมาได้ และดำเนินธุรกิจต่อจนถึงปัจจุบัน ในนิวยอร์ก และเมืองอื่นๆ
โดยมีสมาชิกทั้งหมดราวๆ 100-110 คน และผู้เข้าร่วมขบวนการอีกนับ 1,200-1,300 คน
 
เกร็ดเสริม: *อย่างที่ทราบกันว่า ทุกคนที่เข้าร่วมขบวนการ ไม่ถือว่าเป็นสมาชิกของแก๊งโดยตรง
จนกว่าจะได้รับการโปรโมท หรือเรียกง่ายๆว่า ‘Made man’ ซึ่งจะถือว่าได้เป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์
และจะได้รับหน้าที่ในการดูแลธุรกิจ หรือมีส่วนแบ่งสำคัญ
 
ภาพถ่ายของ Joseph Bonanno บอสของครอบครัว Bonanno
ที่ถือเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลอย่างมากในช่วงที่วงการมาเฟียเจริญยึดการทำธุรกิจสีเทา ทั่วทั้งกรุงนิวยอร์ก
 
 
Colombo
Colombo (โคลัมโบ) เป็นครอบครัวที่เล็กที่สุดในกลุ่ม 5 ครอบครัวใหญ่ โดยก่อตั้งในปี 1928
ซึ่งไม่ได้มีบทบาทอะไรมากมายนัก แต่กลับมีปัญหาการยึดอำนาจภายในครอบครัวหลายครั้ง
และมักเกิดการนองเลือดอยู่เนื่องๆ โดยในปี 1971 สมาชิกระดับสูงอย่าง Joe Gallo
พยายามจะเข้ายึดอำนาจ แต่ถูกขวางไว้โดย Carmine Persico สมาชิกระดับสูง
ที่เข้ายึดอำนาจเช่นกัน และในปี 1972 ในวันเกิดของ Joe Gallo นี่เอง…ที่เจ้าตัวมาถูกสังหารเสียชีวิต
ทำให้ Carmine Persico เข้ายึดครองอำนาจ และปลดสมาชิกจากฝั่งของ Joe Gallo ทิ้งทั้งหมด
จนครอบครัว  Colombo ไม่มีปัญหาภายในเลย และดำเนินธุรกิจอย่างเงียบๆกว่า 15 ปี
แต่ครอบครัว Colombo กลับถูกเอฟบีไอเล่นงานเข้าจนได้
และ Carmine Persico ถูกจำคุกในปี 1987 ด้วยโทษกว่า 139 ปี
จากคดีฆาตกรรมและอาชญากรรมต่างๆ
ซึ่งเชื่อว่าเจ้าตัวยังคงอยู่ในส่วนของสมาชิกบริหาร (ปี 2018 ยังมีชีวิตอยู่ในคุกด้วยวัย 84 ปี)
โดนปัจจุบันมีสมาชิกราวๆ 80-100 คน
 
ศพของ Joe Gallo ถูกขนย้ายไปยังห้องเก็บศพ หลังถูกลอบสังหารในร้านอาหารอิตาลี
ที่เจ้าตัวออกมาฉลองวันเกิดในวันที่ 8 เมษายน 1972 จากการสั่งการของ Carmine Persico
 
 
Gambino
Gambino (แกมบิโน) เคยเป็นแก๊งที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในบรรดา 5 ครอบครัว
ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1910 จากครอบครัวในกลุ่มมาเฟียซิซิลีดั้งเดิม และบอสใหญ่คือ Carlo Gambino
ที่มีฉายาว่า ‘Don Carlo’ หรือ ‘GodFather’ โดยปกครองถิ่นใหญ่ในนิวยอร์ก และนิวเจอร์ซี่ย์
ซึ่งครอบครัวของ Gambino พยายามที่จะแย่งชิงเก้าอี้บอสใหญ่สุดใน Commission เช่นกัน
แต่สุดท้ายไม่เป็นผล (เสียคานอำนาจครึ่งหนึ่งให้ครอบครัว Lucchese)
ก่อนที่ Don Carlo จะเกษียณ (มีมาเฟียกี่สักกี่คนกันที่ได้เกษียณแบบ Don Carlo)
และตั้งให้ Paul Castellano น้องเขยคนสนิท ขึ้นมาเป็นบอสแทน และควบคุมกิจการต่อจากนั้น
ซึ่งครอบครัวของ Gambino นั้นทำธุรกิจหลายอย่างด้วยกัน
ทั้งเข้าไปเป็นเครือข่ายประมูลการก่อสร้าง, ธุรกิจท่าเรือ, การพนัน, การค้าประเวณี รวมถึงยาเสพติด
ทำเงินอย่างมากมายมหาศาลให้กับครอบครัว ซึ่ง Gambino ถือเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุด
แม้ว่าจะมีปัญหาภายในแก๊งอยู่บ้าง แต่ก็ยังอยู่ในการควบคุมของบอสอย่าง Paul Castellano
ก่อนถูกยิงเสียชีวิตและถูกยึดอำนาจโดย John Gotti ในปี 1985
ซึ่งต่อมา John Gotti ได้กลายเป็นบอสที่มีชื่อเสียงอย่างมาก
ในฐานะมาเฟีย ที่มีทรัพย์สินในครอบครองมากที่สุด คาดว่ามีมากกว่าพันล้านดอลลาร์
โดยปัจจุบันคาดว่า Gambino มีสมาชิกอยู่ 180-200 คน และมีผู้เข้าร่วมขบวนการอีกนับ 2,000 คน
 
ภาพถ่ายรูปหมู่ของนักร้องในตำนานอย่าง Frank Sinatra กับ  Paul Castellano (คนซ้ายสุดในภาพ)
และ Don Carlo Gambino (คนแรกสุดที่ยืนทางขวามือ) รวมไปถึงสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ
 
 
Genovese
Genovese (เจโนเวส, เจโนเวเซ่) คือแก๊งมาเฟียที่ทรงอิทธิพลที่สุด ในอเมริกาหลายยุคสมัยด้วยกัน
ตั้งแต่มีการก่อตั้ง Commission ในปี 1931 โดยชื่อเดิมคือครอบครัวคือ ‘Luciano’
ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลง หลังจากการก้าวลงตำแหน่งของบอสอย่าง Charles “Lucky” Luciano
และชื่อใหม่ก็คือ ‘Genovese’ ตั้งตามบอสคนใหม่ ‘Vito Genovese’ ที่ก้าวขึ้นมารับตำแหน่ง
โดยครอบครัว Luciano  ถูกรู้จักในฉายาชื่อเรียกอื่นเช่น ‘Ivy League’ และ ‘Rolls Royce’
เพราะเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยมากๆ จนสามารถซื้อรถ Rolls Royce ขับได้กันทุกคน
และด้วยขนาดของครอบครัวที่ค่อนข้างใหญ่กว่าครอบครัวอื่นๆ ทำให้ครอบครัว Luciano
ค่อนข้างมีอำนาจมากกว่าครอบครัวอื่นๆทั้ง 4 ซึ่งทั้งนี้ก็เพราะอิทธิพลของ Charles “Lucky” Luciano
บอสใหญ่ของครอบครัว ที่ขึ้นเป็นบอสใหญ่ที่สุดทั้ง 5 ครอบครัวในปี 1931 หลังการก่อตั้งไม่นาน
(*บอสเก่าอย่าง Joe Masseria ถูกทีมของ Charles “Lucky” Luciano ถล่มยิงเสียชีวิต)
และ Charles “Lucky” Luciano ก็เริ่มพาครอบครัว Luciano ไปขยายอิทธิพล ออกจากนิวยอร์ก ซิตี้
ไปยังเมืองอื่นๆในชายฝั่งตะวันออก รวมไปถึงการก่อสร้างเมืองกลางทะเลทราย อย่าง ‘ลาสเวกัส’
ทั้งนี้ก็เพราะ ‘Meyer Lansky’ นักบัญชีของแก๊ง ที่ถูกยกย่องว่าเก่ง และ ฉลาดที่สุดในประวัติศาสตร์
ที่ช่วยรวบรวมเงินลงทุนจากครอบครัวอื่นๆ และแหล่งธุรกิจต่างๆ
จนได้สร้างเมืองกลางทะเลทราย เพื่อเป็นที่แวะพักของนักเดินทาง จนเป็น ‘ลาสเวกัส’ ในปัจจุบัน
(*Meyer Lansky ไม่เคยถูกดำเนินคดีอะไรเลยแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากโกงพนันเล็กน้อยเท่านั้น)
แต่ด้วยความที่ว่า Meyer Lansky ไม่ใช่ชาวอิตาเลี่ยน (เขาเป็นชาวยิว)
ทำให้เขาไม่สามารถขึ้นเป็นบอสได้ ไม้ต่อจึงถูกส่งให้ Vito Genovese ในปี 1957
และเปลี่ยนชื่อเป็น ‘Genovese’ นับแต่นั้นเป็นต้นมา
และดำเนินธุรกิจอยู่เบื้องหลัง ซึ่งอิทธิพลของ Genovese นั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ
จนทำให้เอฟบีไอไม่สามารถจัดการกวาดล้างครอบครัว Genovese ได้เหมือนครอบครัวอื่นๆ
โดยปัจจุบันมีสมาชิกในครอบครัว Genovese กว่า 220-300 สมาชิก
และมีผู้เข้าร่วมขบวนการอีกนับ 3,000 คน
 
Charles “Lucky” Luciano (คนกลางในภาพ) หนึ่งในมาเฟียที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์
ผู้เป็นบอสใหญ่สุดของกลุ่ม Commission จากครอบครัวมาเฟียทั้งห้าครอบครัว
 
 
Lucchese
Lucchese (ลูร์เคร์ซี) ก่อตั้งเมื่อปี 1920 และมามีอิทธิพลในช่วงยุค 1930s
ในช่วง Castellammarese War หลังเข้าร่วมกับครอบครัว Bonanno
จนผลของสงครามอาชญากรรมครั้งนั้น คือการก่อตั้ง Commission
ทำให้ฝ่ายของครอบครัว Lucchese มีอิทธิพลมากขึ้นในทันที จากการเข้าไปรับบทสมทบในสงคราม
และการก้าวขึ้นมารับบทบอสคนใหม่อย่าง ‘Tommy Gagliano’ ในปี 1931 เริ่มพาครอบครัวทำธุรกิจ
โดยดำเนินกิจการใต้ดินทั้งการพนัน, ค้าประเวณี, ธุรกิจการค้า และอื่นๆ
ซึ่งมักดำเนินกันแบบเงียบๆ ทำให้เรียกว่าได้ว่าครอบครัวของ Lucchese นั้นทำงานเบื้องหลังโดยแท้จริง
เพราะไม่ค่อยมีธุรกิจภายนอก ก่อนที่ปี 1951 ไม้ต่อถูกส่งให้ ‘Thomas Lucchese’
และขยายอิทธิพลไปทั่วกรุงนิวยอร์ก ซิตี้ แต่ครอบครัวของ Lucchese ยังคงกฏการทำธุรกิจแบบเดิม
โดยมีหลักการง่ายๆ คือไม่เป็นข่าวโฉ่งฉ่าง และดำเนินกิจการ แค่ในสมาชิกของครอบครัวเท่านั้น
ทำให้ครอบครัวของ Lucchese เริ่มขยายอาณาเขตในกรุงนิวยอร์ก ซิตี้ อย่างเงียบๆ
ในขณะที่ครอบครัวอื่นๆ เริ่มที่จากหาลู่ทางทำธุรกิจใหม่กันแล้ว
จนกระมั่งยุค 1980s ที่ครอบครัวของ Lucchese เริ่มสั่นคลอน จากการที่สมาชิกระดับสูงของครอบครัว
ถูกดำเนินคดีต่างๆกันมากขึ้นเรื่อยๆ จากการกวาดล้างของเอฟบีไอ ทำให้ครอบครัวประสบปัญหา
ในด้านการบริการธุรกิจ และ สูญเสียกิจการไปเยอะ
จนปัจจุบัน Lucchese มีสมาชิกราวๆ 90-100 คน
และมีผู้เข้าร่วมขบวนการราว 1,000 คน แต่มีไม่น้อยที่ถูกคุมขังอยู่ในคุก
 
ภาพถ่ายของ Thomas Lucchese บอสใหญ่ของครอบครัว Lucchese ผู้เดินหมากอยู่เบื้องหลัง
 
และนี่ก็เป็นประวัติของ ‘Five Families’ หรือกลุ่มห้าครอบครัวของแก๊งมาเฟียอิตาลี
ที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน และยังคงทรงอิทธิพลในอเมริกา แม้จะถูกกวาดล้างตามยุคสมัย
แต่นั่นนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ทำให้ครอบครัวมาเฟียทั้ง 5 หันไปทำธุรกิจถูกกฏหมาย
และดำเนินกิจการอื่นๆแบบลับๆภายใต้ครอบครัว และด้วยขนาดของสมาชิก และผู้เข้าร่วมขบวนการ
นั้นทำให้เรายังสามารถเชื่อได้เต็มปากว่า กลุ่ม ‘Five Families’ นั้นยังคงทรงอิทธิพลอยู่ไม่น้อยทีเดียว
โดยเฉพาะในกรุงนิวยอร์ก ซิตี้ และชายฝั่งตะวันออก รวมถึงเมืองอย่างลาสเวกัส
ที่ครอบครัวเหล่านี้สร้างอิทธิพลอย่างลับๆมาหลายทศวรรษด้วยกัน
 
 
คราวหน้าผมมาจะเขียนประวัติของแก๊งมาเฟียครอบครัวต่างๆ แบบละเอียดเจาะลึก
ให้อ่านนะครับ ทั้งนี้หากใครสนใจหนังประวัติศาสตร์ของมาเฟียดีๆ ขอแนะนำเรื่อง Boardwalk Empire: คลิก ที่เป็นซี่รีย์เกี่ยวข้องกับมาเฟียในยุค 1920s เป็นต้นมา
บทความและเรียบเรียงโดย: https://www.aboutfriday.com
ขอบคุณข้อมูลจาก: https://en.wikipedia.org/http://nymag.com/https://www.telegraph.co.uk/
ขอบคุณภาพประกอบจาก: https://www.thesun.co.uk/http://www.nydailynews.com,
http://www.nydailynews.com/https://themobmuseum.org/