Home Culture

ล่ารักนักรบมาไซ (The White Masai) ความสัมพันธ์ และ วัฒนธรรมที่แตกต่างกันระหว่างหนุ่มชนเผ่ากับสาวยุโรป

1098
หากพูดถึงความรักที่แตกต่างกันในวิถีชีวิต และ สังคม มีบทเรียนที่ค่อนข้างแปลกเรื่องหนึ่ง
จากเรื่องราวในหนังสือชีวประวัติเล่มดัง ของโครินเน่ ฮอฟมันน์ (Corinne Hofmann)
หญิงสาวชาวสวิสเซอร์แลนด์ ที่เล่าเรื่องราวของชีวิตวัยรุ่น ที่ได้ไปพบรักกับชาวเผ่าซัมบูรู (Samburu)
หลังไปท่องเที่ยวทวีปแอฟริกา ที่ประเทศเคนย่า และได้เขียนเรื่องราวถ่ายทอดประสบการณ์
ความรักครั้งนั้นไว้ในหนังสือเรื่อง ‘The White Masai’ 
 
เรื่องราวเริ่มต้นที่โครินเน่ ได้ไปเที่ยวที่ประเทศเคนย่า ด้วยกันกับแฟนหนุ่ม (ใช่ครับเจ๊แกมีแฟนอยู่)
แล้วก็ดันไปเจอกับนักรบชาวเผ่าซัมบูรู ที่ชื่อลเกตินกา (Lketinga)
และเกิดตกหลุมรักเข้าทันที…ทั้งๆที่ไม่เคยคุยกัน และน่าจะคุยกันไม่รู้เรื่อง…
(ทั้งสองเผ่าทั้งซัมบูรู และ มาไซ ต่างก็มีวิถีชีวิต และ ความเชื่อคล้ายๆกัน
และอยู่ในเคนย่าเหมือนกัน เลยน่าจะเหมาๆเป็นมาไซไปแทนครับ เพราะคนรู้จักเผ่ามาไซเยอะกว่า)
 
 
จากนั้นกลายเป็นว่า โครินเน่ก็คิดถึงแต่ลเกตินกา แล้วตัดสินใจบินกลับประเทศสวิสเซอร์แลนด์
ก่อนขายกิจการธุรกิจ และ หอบเงินกลับไปที่เคนย่า ก่อนจะตามหาลเกตินกาพบในภายหลัง
และลเกตินลา ก็รับโครินเน่เป็นภรรยา ก่อนได้ทดลองใช้ชีวิตร่วมกัน ณ หมู่บ้านกลางป่าเขา
ที่ไร้ซึ่งปัจจัย 4 ใดๆ และต้องคอยล่าสัตว์ป่า หาข้าวหาน้ำประทังชีวิตตามมีตามเกิด
ทั้งความลำเค็ญต่างๆที่ต้องเผชิญ ทั้งปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ ที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี
เนื่องด้วยวัฒนธรรม และ ความเชื่อโบราณ ที่แตกต่างกันจากโลกตะวันตก ที่มีอารยธรรมใหม่ๆแล้ว
นอกจากนี้วิถีชีวิตของนักรบเผ่าซัมบูรู อย่างลเกตินกานั้น จะไม่ทำงานใดๆทั้งสิ้น
หน้าที่ของเขา คือปกป้องคนในเผ่าจากการรุกราน และ คอยล่าสัตว์ป่าเท่านั้น
และปล่อยให้หน้าที่งานบ้านงานเรือน เป็นหน้าที่ของสาวยุโรป อย่างโครินเน่แทน
ซึ่งเธอก็พยายามทำอะไรหลายๆอย่าง เพื่อประคองชีวิตคู่ครั้งนี้
 
สุดท้ายปัญหาที่ต้องปรับตัวเข้าหากัน แต่ด้วยความที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย
ทั้งการสื่อสารทางภาษากาย และ ภาษาใจ รวมถึงวัฒนธรรมและอารยธรรมต่างๆ
ทำให้การมองโลกของทั้งคู่ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
และเพิ่มช่องว่างให้ทั้งคู่ กลายเป็นรอยต่อ ที่ไม่สามารถต่อเข้ากันได้
และในมุมมองของโครินเน่เอง ที่มองว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้จะไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้
รวมถึงการหวังในอนาคตลูกสาวของทั้งคู่ ที่จะได้รับโอกาสดีๆในอนาคต
*ทั้งคู่จดทะเบียนแต่งงานกันถูกกฏหมาย และมีลูกสาวด้วยกัน 1 คนชื่อนาปิไร (Napirai)
ทำให้เธอจึงยุติชีวิต 4 ปีที่เคนย่า และเดินทางหนีกลับประเทศสวิสเซอร์แลนด์
พร้อมกับลูกสาวของเธอ และทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง ที่กลางป่าประเทศเคนย่า
 
 
และเรื่องราวครั้งนี้โครินเน่เองก็ได้เขียนเป็นหนังสือเรื่อง ‘Die weiße Massai’
ที่ตีพิมพ์เป็นภาษาเยอรมันในปี 1998 ก่อนแปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อ ‘The White Masai’
และถูกแปลอีกมากกว่า 15 ภาษาทั่วโลก โดยในฉบับแปลภาษาไทยชื่อเรื่อง ‘ล่ารักนักรบมาไซ’
ก่อนถูกทำเป็นภาพยนตร์สัญชาติเยอรมันในปี 2005 ในชื่อเรื่องเดียวกัน คือ ‘Die weiße Massai’
 
ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Die weiße Massai ในปี 2005
 
ซึ่งเรื่องราวภายในหนังสือเรื่อง ‘The White Masai’ นั้นค่อนข้างถูกวิจารณ์เป็นสองแง่มุม
(ตรงนี้เพื่อนๆคงต้องไปหาอ่านกันเอาเองครับ มุมมองของใครของมัน)
แต่ในอีกแง่หนึ่ง เรื่องราวของโครินเน่เอง ก็เป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ ของวิถีชีวิต และ สังคม
ที่แสนแตกต่างกัน ระหว่างหนุ่มชนเผ่าชาวเคนย่า กับหญิงสาวนักธุรกิจจากสวิสเซอร์แลนด์
ซึ่งเป็นมุมมองที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว แม้ว่าเรื่องราวจะถูกเล่าผ่านมุมของของโครินเน่ก็ตาม
แถมยังถือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของชีวิตเลยก็ว่าได้
 
ผมว่าจะไม่วิจารณ์เรื่องนี้แล้ว…แต่อดใจไม่ได้ ก็ขอเอาซักหน่อยก็แล้วกันครับ (คันมือจัด…)
เพราะผมมองว่าเรื่องราวนี้ ค่อนข้างช่วยอธิบายสัจธรรมของโลกได้ดีไม่น้อยเลย
ทั้งเรื่องราวของความแตกต่าง, แนวคิด, วิถีชีวิต ที่ทำให้ผู้อ่านน่าจะทราบตั้งแต่แรกแล้ว
ว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้จะไม่ไปรอด…เพราะมันไม่ใช่เรื่องราว ของความรักระหว่างคนสองคน
ผมเชื่อว่าทั้งคู่อาจจะรักกันจริง แต่ไม่ใช่ความรักที่สัมผัสได้ หรือได้เรียนรู้จากกันและกัน
แต่มันเป็นความรักในจินตนาการของคนสองคนมากกว่า ที่มองไม่เห็นความจริงที่อยู่ตรงหน้า
เพราะทั้งคู่ไม่สามารถสื่อสาร และ ทำความเข้าใจกันได้
คือทุกสิ่งที่เป็นไป มันไม่มีแง่มุมไหนที่ดูจริงเลยสักอย่าง อีกทั้งเรายังไม่ได้เห็นในมุมมอง
ของพ่อนักรบอย่างลเกตินกาด้วย ว่ามีมุมมองเรื่องนี้อย่างไร ทำไมเขาถึงเลือกอยู่กับเธอ
 
อันที่จริงเรื่องราวครั้งนี้ มีภาคต่อนะครับ ในหนังสือเรื่อง ‘Back from Africa’ เมื่อปี 2003
ที่เล่าเรื่องราวของการปรับตัว เข้ากับชีวิตเดิมของทั้งเธอ และ ลูกสาวอย่างนาปิไร
ตามด้วยภาค 3 ของหนังสือในชื่อเรื่อง ‘Reunion in Barsaloi’ ในปี 2005
ที่เล่าเรื่องราวหลัง 14 ปีผ่านไป ที่เธอตัดสินใจกลับไปตามเก็บเกี่ยวช่วงเวลาที่ขาดหาย
ณ หมู่บ้านเดิม ที่ประเทศเคนย่า ที่สามีเก่าอย่างลเกตินกา ได้อาศัยอยู่กับครอบครัว
เรียบเรียงโดย: https://www.aboutfriday.com
ขอบคุณเครดิตข้อมูลจาก: https://en.wikipedia.org/https://www.telegraph.co.uk/
ขอบคุณภาพประกอบจาก: http://theworldnewsproject.com/