Home Best Columns

Serra Pelada (เซย์ร่า เปร์ลาด้า) เหมืองน้ำมือมนุษย์ กับกระแสตื่นทองในบราซิลเมื่อปี 1980

220
สำหรับกระแสการตื่นทองที่ผ่านๆมานั้น คงไม่มีครั้งไหน จะทำให้โลกอึ้งไปกว่าการขุดเหมืองทองคำ
ในประเทศบราซิลเมื่อปี 1980 ที่ผู้คนทั่วทั้งบราซิลกว่า 1 แสนชีวิต ก้าวเข้าสู่ก้นเหวลึก
เพื่อแสวงหาโชคลาภ และ เงินตราให้ชีวิต เรียกได้ว่ายิ่งกว่าตอนชาวอเมริกัน อพยพไปตะวันตกซะอีก
 
กระนั้น กระแสตื่นทองก็ กลับมาอีกครั้งในช่วงปี 2017 ซึ่งหลายๆคนอาจจะคุ้นๆมาบ้าง
เพราะมันกลับมาในรูปแบบดิจิทัลแทน เพราะมีสกุลเงินสกุลเงินดิจิทัลที่ชื่อว่า Bitcoin (บิทคอยน์)
สกุลเงินดิจิทัลที่ถูกสร้างขึ้น สำหรับแลกเปลี่ยนออนไลน์เฉพาะ
โดยที่ไม่มีสถาบันทางการเงินใดๆสามารถกำหนดราคาได้, ไม่สามารถตรวจสอบได้
และใช้กันได้ทั่วโลก จนราคามันพุ่งขึ้นสูงสุดๆ ทำให้คนจำนวนมากให้ความสนใจอย่างจริงจัง
และการที่จะได้มันมามี 2 วิธี คือการแลกเปลี่ยนของผู้ใช้ด้วยกันเอง ด้วยการโอนถ่ายออนไลน์
ส่วนอีกหนึ่งวิธีที่เป็นกระแส ก็คือการขุดเหมือง Bitcoin หาเอาเอง! ฟังดูคุ้นๆใช่ไหมครับ…
ซึ่งจะต้องใช้ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ขั้นสูงของคอมพิวเตอร์ในการขุด
เนื่องด้วยจำนวนของ Bitcoin ที่มีจำกัด พ่วงด้วยความต้องการที่เพิ่มมาขึ้น
ทำให้การขยับราคาของ Bitcoin พุ่งสูงขึ้นจนหยุดไม่อยู่ กลายเป็นแหล่งทองคำ
ที่เรียกคนจากทั่วทุกสารทิศบนโลก ที่มุ่งหวังรายได้มหาศาล
แน่นอนครับ มันไม่ได้แตกต่างจากการตื่นทองในครั้งอดีตแม้แต่น้อยเลย!
 
ถ้าให้เปรียบคงเหมือนกระแสตื่นทองของอเมริกา เมื่อย้อนไปเมื่อปี 1848

ที่ผู้คนทั่วย้ายถิ่นฐานไปที่ตะวันตกของประเทศอย่างแคลิฟอร์เนีย เพื่อหวังโชคลาภ
และความมั่งคั่งในชีวิต จะเห็นได้ว่ากระแสตื่นทองนั้น ไม่ว่าจะผ่านมากี่ร้อยปีก็ตามที
กระแสก็ยังไม่แตกต่างไปจากเดิมเท่าไรนัก เพียงแค่สลับจากทอง เป็นสินค้ารูปแบบอื่นเท่านั้น

 
และที่ประเทศบราซิล เมื่อปี 1980 หรือประมาณเพียงแค่เกือบๆ 40 ปีก่อนหน้านี้
ก็มีกระแสตื่นทองเช่นกัน โดยเหมืองทองคำ Serra Pelada (เซย์ร่า เปร์ลาด้า) 
คือต้นตอของเรื่องที่พาผู้คนนับแสนเข้ามาเสี่ยงชีวิตในครั้งนี้
เมื่อผู้คนมากหน้าหลายตาจากทั่วประเทศพาตัวเองเข้ามาในเหมืองทองคำลึก
เพียงเพราะเห็นข่าวจากทีวี และ อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์
ที่เหมืองแห่งนี้ไร้กฏเกณฑ์ใดๆทั้งสิ้น เพราะเป็นเหมืองที่ขุดด้วยน้ำมือของมนุษย์
ที่ความปลอดภัยระดับต่ำเกินบรรยาย โดยที่นายทุนเจ้าต่างๆไม่ได้สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ
มีเพียงแค่บันไดไม้เล็กๆ ที่ต้องรองรับน้ำหนักคนจำนวนมาก ใช่ครับมีเพียงแค่นี้เท่านั้น
บนความเสี่ยงชีวิต ในเหมืองที่ลึกกว่า 50-60 เมตร และเมื่อเหมืองปิดตัวลงในปี 1986
ความลึกของเหมืองในจุดที่ลึกสุด อยู่ในระดับถึง 100 เมตร 
ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 6 ปี!คาดการว่ามีทองคำที่ถูกขุดไป มากกว่า 360 ตันในตลาดมืด 
โดยสถิติอย่างเป็นทางการคือ 45 ตัน!
 
 
เหมืองทองคำ Serra Pelada อยู่ทางตอนเหนือของประเทศบราซิล ท่ามกลางผืนป่า ห่างไกลความเจริญ
ทำให้มีคนจำนวนไม่น้อย ที่เลือกเข้ามาทำการค้าขายอาหาร-สิ่งบริโภค สิ่งอํานวยความสะดวกตลอดถึงสถานบันเทิงในรูปแบบต่างๆมากมายคับคั่ง เพื่อรองรับผู้คนกว่า 100,000-120,000 ชีวิต
และแน่นอนครับ กับปัญหาอาชญกรรมที่เกิดขึ้นในที่แห่งนี้ เพราะไม่มีกฏหมายใดๆมาห้าม
โดยมีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นเยอะมาก และมีที่ปิดคดีไม่ได้กว่า 60-80 เคสต่อเดือนเลยทีเดียว
 
ด้วยภาพถ่ายผลงานของ Sebastião Salgado (เซบาสเซา ซาลกาโด) ช่างภาพระดับโลกชาวบราซิล
และช่างภาพคนอื่นๆอีกหลายท่าน ได้ฝากผลงานจารึกไว้ในประวัติศาสตร์
หลังพวกเขาได้เข้าไปเก็บภาพถ่าย ของเหมืองทองคำแห่งนี้ ซึ่งสามารถบอกเรื่องราวต่างๆ ได้ดี
สำหรับสกู๊ปภาพข่าว ที่ทำให้ชาวโลกตะลึงไปตามๆกัน
เหมือนดั่งการได้เห็นภาพการสร้างกรุงโรม ที่แตกต่างไปเท่านั้น!
เมื่อมนุษย์กลายเป็นมดแรงงาน ที่สู้ชีวิตอย่างขันแข็ง
โดยเรื่องราวของเหมือง Serra Pelada ถูกเล่าไว้ในส่วนหนึ่ง ของสารคดี ‘The Salt of the Earth’
และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์อีกด้วยเมื่อปี 2013 ในชื่อเรื่องเดียวกันกับเหมือง เรื่อง ‘Serra Pelada’
ทำให้ในปี 2013 ปีเดียว มีเรื่องราวของเหมืองทองคำ Serra Pelada ออกมาถึง 2 เรื่องครับ
 
 
เรื่องราวของเหมืองทองคำ Serra Pelada อาจจะเป็นเพียงภาพในประวัติศาสตร์เท่านั้น
แต่กระแสการตื่นทองนั้น จะไม่มีทางหมดไป ต่อให้โลกจะพัฒนาไปเพียงใดก็ตาม
‘เงินทองและความมั่งคั่ง’ คือคำตอบของทุกอย่างรอบตัวเรา ทุกสิ่งทุกอย่างมีราคาแลกเปลี่ยน
ไม่ว่าจะมีกฏเกณฑ์ หรือไร้กฏเกณฑ์ใดๆก็ตาม และผู้คนพร้อมพยายามทำทุกอย่าง
เพื่อให้ได้มันมาเช่นกัน…’ทุกๆสิ่งมีราคาแลกเปลี่ยนไม่เคยมีใครได้อะไรมาฟรีๆ’
 
เขียน และ เรียบเรียงโดย: aboutfriday.com
ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิง: Sebastião Salgado, https://en.wikipedia.org/http://rarehistoricalphotos.com/ขอขอบคุณภาพประกอบจาก: Sebastião Salgado, Stephanie Maze,
Robert Nickelsberghttp://mashable.com/,
http://rarehistoricalphotos.com/gettyimages.com