Home History

แอน เนย์สมิธ (Anne Naysmith) หญิงที่อาศัยอยู่ในรถบนถนนกรุงลอนดอนมากว่า 30ปี

430
นี่เป็นเรื่องของแอน เนย์สมิธ (Anne Naysmith) หญิงชราที่อาศัย
อยู่ในรถยนต์ที่จอดอยู่ในย่านชิสวิค ทางตะวันตกของกรุงลอนดอน
ประเทศอังกฤษ มาตลอดเกือบ 30 ปีหลังของชีวิต…

คุณยายแอนนั้นภูมิหลังของเธอเคยเป็นถึงนักเปียโนอาชีพ ซึ่งเธอเคยเรียน
ที่สถาบันวิทยาลัยดนตรี ‘Royal Academy of Music’
ที่สร้างศิลปินมากมายเช่นเอลตัน จอห์น, แอนนี่ เลนน็อกซ์ เป็นต้น
สำหรับคุณยายแอนเธอทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ตอนอายุ 18
เธอได้สอนในโรงเรียนต่างๆ และย้ายบ้านมาอยู่ที่พรีเบนต์ การ์เด้นท์
ย่านชิสวิคนี่เอง จนถึงช่วงยุค 60 อาชีพดนตรีของเธอไปได้สวยเลยทีเดียว
เพราะเธอได้เข้าไปร่วมวงดนตรีคลาสสิค ของเซอร์เอเดรียน โบตส์
เพื่อทำการแสดงไปทั่วโลก ถือว่าอนาคตเหมือนจะดูดีไปหมด

แต่ในช่วงยุค 70 เธอเหมือนจะถอดใจกับอาชีพเล่นดนตรี และสอนดนตรีไป
อาจเพราะความรักที่ล้มเหลว กับนักร้องประสานเสียงในวง
ต่อด้วยปัญหาเรื่องการเงิน จนฐานะทางการเงินของเธอเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ
และถูกขอให้ย้ายออกจากบ้านเช่า แต่เธอเชื่อว่าเธอถูกขอให้ย้ายออก
อย่างไม่เป็นธรรม และหวังว่าจะได้บ้านเช่ากลับมา
โดยเธอได้ย้ายไปอาศัยในรถไม่ไกลจากที่นั่น เพื่อรอที่จะได้กลับไป
 
 
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้ย้ายกลับเข้าไป
เธอเริ่มทิ้งปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต และใช้รถเป็นบ้านแทน
คล้ายคลึงกับชีวิตของคนดังอย่าง “คริส แมคแคนด์เลส”
ในหนังเรื่อง ‘Into the Wild’ แต่เปลี่ยนจากป่าอันสงบ
เป็นชานเมืองของชนชั้นกลาง ณ กรุงลอนดอนแทน
แต่เธอก็ทำกิจกรรมเช่นคนทั่วไป โดยเธอเป็นสมาชิกของห้องสมุดเพลง
ในชุมชนชื่อ ‘Barbican Music Library ‘ ที่เธอไปใช้บริการเป็นประจำ
 
 
นักสังคมสงเคราะห์ต่างพยายามช่วยเหลือเธอ โดยการเสนอที่พักแห่งใหม่
แต่เธอยืนยันว่าถ้าเธอไม่ได้ย้ายกลับไปในบ้านหลังเก่าของเธอหลังนี้
เธอก็จะอยู่ในรถต่อไป…
ใช่ครับมันเป็นเรื่องเศร้า และเป็นที่น่าเสียดาย เพราะเธอไม่เคยได้ย้ายกลับไป
 
ปัญหาต่อมาคือชาวบ้านที่เริ่มย้ายเข้ามาใหม่ตลอดเวลา
มีความกังวลในเรื่องของคุณยายแอน เพราะการที่รถของเธอจอดยังอยู่ตรงนั้น
ต่อไปอาจทำให้การตีราคาที่อยู่อาศัยถูกลง ถึงแม้เธอไม่เคยไปทำอะไรให้ใคร
แต่เพื่อนบ้านเกรงเรื่องของความสะอาด รวมถึงสุขอนามัยโดยส่วนรวม
และมีการรณรงค์ขอให้ย้ายรถคุญยายแอนออกไป
โดยอ้างว่าเห็นหนูวิ่งออกมาจากรถของคุณยายแอนบ่อยครั้ง

กระนั้นใช้ว่าทุกคนจะเห็นด้วย เพราะมีชาวบ้านหลายคนเขียนประท้วงเช่นกัน
โดยอ้างว่าคุณยายแอนอยู่มาก่อนพวกคุณจะเกิดซะอีก แถมยังไม่เคย
สร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนด้วย ถึงแม้คุณยายแอนจะปฏิเสธ
การช่วยเหลือต่างๆ ที่ชาวชุมชนพยายามช่วยเหลือด้วยเหตุผลส่วนตัว
แถมยังไม่เคยเอ่ยปากขอสิ่งใดก็ตามที
 
 
ในปี 2002 หลังจากข้อพิพาทดังกล่าว สภาท้องถิ่นจำต้องขอลากรถออกไป
ซึ่งตอนที่รถของเธอถูกลากออกไปนั้น ไม่ได้มีหนูวิ่งออกมาแม้แต่ตัวเดียว
และเธอได้ย้ายไปอาศัยตามสถานีรถไฟใต้ดิน แต่ก็ได้รับการช่วยเหลือ
เมื่อมีคนมอบรถเมอร์ซิเด้ท์ เบนซ์ให้เธอ
 
 
เป็นเรื่องที่น่าเศร้าเพราะเธอเสียชีวิตจากการถูกรถบรรทุกชนเมื่อช่วงดึก
ของวันที่ 10 เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2015 ที่ผ่านมา
 
 
ซึ่งในงานศพของเธอมีผู้มาร่วมพิธีตลอดงานเกือบ 500 คน จากทั่วทุกสารทิศ
ที่ได้อ่านข่าว หรือได้พบเห็น และรู้จักคุณยายแอนตลอดเกือบ 30 ปี
ที่เธอเตดเตร่ไปทั่วถนน ทางด้านตะวันตกของกรุงลอนดอน
และงานศพของเธอก็ถูกจัดอย่างเรียบง่าย เพราะมีผู้จ่ายค่าทำงานศพไว้แล้ว

ในงานมีคนขึ้นมากล่าวไว้อาลัยแก่เธอมากมาย ดั่งเช่นนางชาร์ล็อต คาสเนอร์
ที่เขียนว่า “เธอเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในย่านชิสวิคแห่งนี้ เธอรักสุนัข
ทั้งสองตัวของฉัน และเธอมักจะเสนอที่จะแบ่งปันชา และขนมของเธอเสมอ
ทุกครั้งที่เราได้มีโอกาสสนทนากัน”

นายโรเบิร์ต ฟิชกล่าวว่า “วันหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ผมได้ยินเธอร้องเพลง
เธอเหมือนนางฟ้าอยู่ริมถนน เห็นได้ชัดว่าเธอเป็นนักดนตรีที่มีความสามารถ
บางครั้งผมรู้สึกเสียใจกับเธอ แต่สิ่งนั้นได้สะท้อนให้ผมเห็นว่า
เธอนั้นไม่เคยเสียใจกับตัวเอง”

นายจอยซ์ จอห์นกล่าวว่า “เราควรจะมีพ่อทูนหัวสักคน มาซื้อบ้านหลังนั้นให้เธอ
หรือที่ดินสำหรับจอดรถของเธอ ถ้าเราสามารถทำให้หญิงชราคนหนึ่งมีความสุข
โลกนี้คงจะเป็นสถานที่ที่ดี…”

นายจร็วต เคอร์กล่าวว่า “มันไม่ได้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการจากไป แต่เธอ
ได้อาศัยอยู่ในชีวิตที่เธอเลือก และสำหรับความโดดเดี่ยวเหล่านั้น”
 
 

มีเรื่องราวที่คล้ายกันกับเรื่องของคุณยายแอน เนย์สมิธด้วยนะครับ
นั่นคือเรื่องของคุณยาย “แมรี่ เชอพาร์ด” ที่อาศัยอยู่ในรถแวนเหมือนกัน

และถูกสร้างเป็นหนังเรื่อง ‘The Lady in the Van’
ซึ่งนำแสดงโดยแม็คกี้ สมิธ (Maggie Smith)
บทความโดย : theguardian.comtheguardian.com
เรียบเรียงโดย : aboutfriday.com
ขอบคุณภาพประกอบจาก : mirror.co.uk/theguardian.com, 
Martin Argles, thetimes.co.uk