ควิเบก ซิตี้ (Quebec City) เมืองเก่าแก่ที่สุดของแคนาดา ที่แสนสวยงาม-โรแมนติก


ตอนนี้ประเทศแคนาดา (Canada) กำลังมาแรงทีเดียวสำหรับชาวไทย ที่อยากไปเปิดโลกใหม่ๆ
ทั้งการไปศึกษาต่อ หรือเรียนภาษา หรือแม้กระทั่งการไปทำงาน จนตั้งรกรากถิ่นฐานใหม่
เพราะว่าแคนาดาเปิดรับนักศึกษา และแรงงาน รวมถึงการลงทุนจำนวนมากในประเทศ
ด้วยความที่เป็นประเทศเสรี และมีการรวมกันของหลายวัฒนธรรมที่หลากหลาย
ทำให้แคนาดามักตกเป็นประเทศที่ใครๆก็อยากลองไปดูสักครั้ง


และด้วยความแตกต่างนี้ ทำให้แคนาดามีเมืองใหญ่จำนวนมาก ที่มีความแตกต่างกันทางวัฒนธรรม
ซึ่งหนึ่งในนั้นคือควิเบก ซิตี้ (Quebec City) ที่นับเป็นเมืองที่ประชากรในเมืองกว่า 80% ใช้ภาษาฝรั่งเศส
และใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาทางการระดับรัฐ
ทำให้เมืองนี้ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรสำหรับชาวต่างชาติ มากกว่าการไปเที่ยวพักผ่อนเท่านั้น
แต่สำหรับเมืองควิเบก ซิตี้ ถือว่านับเป็นเมืองที่สวยงามมากๆ เมืองหนึ่งในแคนาดาเลย
เพราะมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามแทบจะทั่วทั้งเมืองก็ว่าได้ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์
แถมบรรยากาศยังโรแมนติกสุดๆ เพราะว่าเมืองค่อนข้างจะเงียบๆสงบๆ (และหนาวมาก!)
ซึ่งเมืองควิเบก ซิตี้เองนั้นมีชื่อเสียงอย่างมาก เพราะเป็นที่ตั้งของโรงแรมที่หลายคนวาดฝันมาพัก
อย่างโรงแรม 'แฟร์มอนท์ เลอ ชาโต ฟรงเทอนัค' (Fairmont Le Château Frontenac)
เอาเป็นว่าเราไปทำความรู้จักกับเมืองควิเบก ซิตี้ เมืองแสนโรแมนติกนี้ และชมเมืองคร่าวๆกันดีกว่าครับ


ควิเบก ซิตี้ (Quebec City) หรือชื่อในฝรั่งเศสที่ชาวเมืองเรียกคือ 'เกแบ็ก' (Québec) 
ถือเมืองเก่าแก่ที่สุดในแคนาดา และทวีปอเมริกาเหนือ โดยก่อตั้งเมื่อปี 1608  (ศตวรรษที่ 17)
ทำให้เมืองควิเบก ซิตี้ ถูกบรรจุไว้ในมรดกโลกทางวัฒนธรรม ของยูเนสโก
และสถานที่ตั้งอยู่ในรัฐคิวเบก (ชื่อเดียวกันกับเมือง) ซึ่งถือเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดในประเทศแคนาดา
และใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาราชการ ซึ่งมีจำนวนคนใช้ภาษาฝรั่งเศสถึง 78% ในรัฐควิเบก
แต่เมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐควิเบกนั้น ไม่ใช่เมืองควิเบก ซิตี้ แต่เป็นเมืองมอนทรีออล (Montreal)
โดยมอนทรีออลมีประชากรกว่า 4 ล้านคน เทียบกับควิเบก ซิตี้ ที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2
ที่มีประชากรเพียงเกือบ 8 แสนคน ซึ่งเมืองทั้งสองห่างกันถึง 258 กิโลเมตรทีเดียว
ทั้งควิเบก ซิตี้ และมอนทรีออล ต่างเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ ณ ริมแม่น้ำเซนต์ ลอวเรนซ์ (Saint Lawrence River)

สำหรับประวัติศาสตร์ของเมืองควิเบก ซิตี้นั้น ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 1535 (ศตวรรษที่ 16)
โดยนักสำรวจชาวฝรั่งเศสฌาคส์ กรากส์เจ่ซ์ (Jacques Cartier) แต่ไม่สามารถตั้งรกรากได้
เพราะถูกต่อต้านโดยชาวพื้นเมืองชาวอินเดียนแดงเผ่าอัลกอนควิน และประสบปัญหาภัยหนาว
จนเวลาล่วงเลยมาถึงปี 1608 ก็ได้ก่อตั้งเมืองขึ้นสำเร็จ โดยนักสำรวจชาวฝรั่งเศส
ที่ชื่อว่าซามูเอล เดอส์ ช็องแปล็ง (Samuel de Champlain) ทำให้เมืองควิเบก ซิตี้เริ่มต้นจากตรงนี้เอง




โดยควิเบก ซิตี้มีจุดท่องเที่ยวที่โด่งดังมากๆในเมือง คือในส่วนของเมืองเก่าของควิเบก
ที่เรียกว่า 'Old Quebec (Vieux-Québec)' ที่ถูกรักษาไว้ด้วยสถาปัตยกรรมดั้งเดิมไว้ทั้งหมด
ซึ่งที่ย่านเปอตี-ช็องแปล็ง (Petit Champlain) ตรงนี้นี่เองจะเป็นที่กิน-เที่ยว-ช็อปปิ้ง ครบทุกอย่างเลย
รวมถึงเป็นที่ตั้งของโรงแรมที่สวยที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ที่ใครๆต่างวาดฝันอยากมาเห็นกับตา
อย่างโรงแรม 'แฟร์มอนท์ เลอ ชาโต ฟรงเทอนัค' (Fairmont Le Château Frontenac)

ย่านเปอตี-ช็องแปล็ง (Petit Champlain)













สำหรับโรงแรมแฟร์มอนท์ เลอ ชาโต ฟรงเทอนัค (Fairmont Le Château Frontenac)
เปิดใช้งานเมื่อปี 1893 หรือเมื่อ 120 กว่าปีมาแล้ว และมีการพัฒนารวมถึงตกแต่งภายในอยู่ตลอด
ซึ่งการปรับปรุงภายในครั้งใหญ่ล่าสุด คือเมื่อปี 2011 จากเจ้าของใหม่อย่าง Ivanhoé Cambridge
(ภาพการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ซึ่งแทบจะคงสภาพเดิมไว้เป๊ะๆ!)


โดยโรงแรมแฟร์มอนท์ เลอ ชาโต ฟรงเทอนัค ถูกพัฒนาและก่อสร้างโดย Canadian Pacific Railway
ที่สร้างโรงแรมหรูหราจำนวนหลายแห่ง ตามเส้นทางเดินรถไฟในแคนาดา 
ในสมัยที่รถไฟเป็นการคมนาคมที่ใหญ่ และสำคัญที่สุดในประเทศ 
เนื่องจากเมืองต่างๆในแคนาดาจะอยู่ห่างกันมาก และการเดินทางไปมาในเมืองต่างๆของแคนาดา
ต้องใช้เวลาอยู่พอสมควร ทำให้มีการสร้างโรงแรมรอบรับแขก ไว้ตามสถานีสำคัญของเมืองต่างๆ
โดยโรงแรมแฟร์มอนท์ เลอ ชาโต ฟรงเทอนัค มีห้องพักถึง 611 ห้องด้วยกัน
ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวถ่ายรูปชื่อดังที่สุด ของเมืองควิเบก ซิตี้ครับ



และนี่ก็เป็นประวัติคร่าวๆ และสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในเมืองควิเบก ซิตี้
ซึ่งเต็มไปด้วยประวัติศาตร์เก่าแก่ อีกทั้งยังคงไว้ด้วยการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมได้อย่างดีเยี่ยม
ทำให้เมืองที่มีประชากรไม่หนาแน่นจนเกินไปอย่างควิเบก ซิตี้ ดูสวยงาม, สงบ และแสนโรแมนติก
เชื่อว่าเพื่อนๆน่าจะอยากมาเที่ยวดูสักครั้งถ้ามีโอกาสครับ

เขียนและเรียบเรียงโดย: www.aboutfriday.com
ขอบคุณเครดิตประกอบข้อมูลจาก: http://www.toeuropeandbeyond.com/https://en.wikipedia.org/wiki
ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก: https://www.tripsavvy.com/,
https://www.thestar.com/https://www.mintnotion.com/

Powered by Blogger.