บทความ Opinion: Tokyo Sonata (2008) เสียงที่ไม่ได้ยิน คือเสียงที่ไม่ได้รับรู้...ภาพยนตร์สะท้อนสังคมจากญี่ปุ่นเรื่องเยี่ยม


'Tokyo Sonata' ภาพยนตร์สะท้อนปัญหาสถาบันครอบครัวและสังคม ที่ออกฉายเมื่อปี 2008
ใช้ชื่อภาษาไทยที่แสนสลวยว่า 'ในวันที่หัวใจซ่อนเจ็บ' ซึ่งแทงลึกถึงเนื้อหาอย่างตรงไปตรงมา
และเมื่อผ่านมา 10 ปี ดูเหมือนว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ จะยิ่งทำให้เราเข้าใจถึงปัญหาในครอบครัว
รวมไปถึงสังคมเมืองใหญ่ได้มากยิ่งขึ้น แม้ว่าเนื้อเรื่องจะพูดถึงปัญหาในสังคมญี่ปุ่นเองก็ตาม
แต่สำหรับปัญหาสถาบันครอบครัวแล้ว ถือเป็นปัญหาระดับสากลโลก ที่เราต่างพบเจอกันได้เช่นกัน
เมื่อปัญหาสำคัญของผู้คนในยุคนี้คือการ 'ไม่ฟัง' 'ไม่ได้ยิน' 'ไม่ได้รับรู้' เฉนกเช่นนั้น

Tokyo Sonata (2008) คือภาพยนตร์ที่พูดถึงเรื่องราวของครอบครัว 'ซาซากิ' สามัญชนธรรมดาญี่ปุ่น
ที่อาศัยในกรุงโตเกียว ว่าด้วยเรื่องของหัวหน้าครอบครัว 'ริวเฮย์' ชายวัยกลางคน
ที่ทำงานในตำแหน่งสูงของบริษัทแห่งหนึ่ง ในแผนกที่ความสามารถเฉพาะด้าน
และ 'เมงุมิ' ภรรยาที่เป็นแม่บ้าน พร้อมทั้งลูกชายคนโต 'ทาคาชิ' ที่ใช้ชีวิตเสเพลไปวันๆ
และลูกชายคนเล็ก 'เคนจิ' ที่มีความสนใจในการเล่นเปียโน

ทั้ง 4 ได้ใช้ชีวิตประจำวันทั่วไปเหมือนคนธรรมดา จนกระทั่งครอบครัวนี้ถูกการทดสอบครั้งสำคัญ
หลังริวเฮย์ผู้เป็นพ่อถูกบีบออกจากงาน และนำปัญหาทั้งหมดมาลงที่ครอบครัวด้วยการไม่พูด...
เมื่อมารวมกับปัญหา 'การไม่พูด' ของครอบครัวซาซากิทั้ง 4 คน ก็กลายเป็นดังจุดที่ถูกระเบิดขึ้นมา
หลังจากความจริงต่างๆเริ่มปรากฏขึ้นจากความลับที่ทั้ง 4 คนซ่อนไว้


การไม่พูดของ ริวเฮย์ ผู้เป็นพ่อ ดูเหมือนจะเป็นต้นตอของปัญหาใหญ่ๆที่สะสมมาเนินนานแล้ว
จนเป็นปัญหาของความจืดจางในครอบครัว กระทั่งการตกงานของเขาที่ยังเก็บเป็นความลับ
เพราะทิฐิของผู้ชายญี่ปุ่น ที่ไม่กล้าจะเผชิญหน้ากับความจริง เพราะความละอายของผู้นำครอบครัว


ยิ่งสำหรับผู้เป็นแม่อย่าง เมงุมิ ด้วยแล้ว ที่เธอพบกับปัญหาความเหนื่อยล้า และขาดอิสระในชีวิต
จนเป็นความเบื่อหน่ายจนอ่อนล้า และเช่นกันเธอไม่ได้ปริปากออกมาแม้แต่คำเดียว

เช่นเดียวกับ ทาคาชิ ลูกชายคนโตที่ไม่ค่อยอยู่ติดบ้าน และไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ใดๆกับครอบครัว
เขามักอยู่นอกบ้าน ไม่มีเวลารับประทานอาหารพร้อมหน้ากับครอบครัว และจะกลับบ้านเพียงสั้นๆ
ในช่วงที่เขาต้องการพักผ่อนเท่านั้น

สุดท้ายลูกชายคนเล็ก เคนจิ ที่ต้องเป็นเด็กที่เริ่มเก็บความลับบ้าง เมื่อเขาอยากเรียนเปียโน
แม้ถูกต่อต้านจากผู้เป็นพ่อ ทำให้เขาต้องคอยแบบเรียนลับๆโดยการเอาเงินค่าอาหารกลางวัน
มาจ่ายค่าเรียนเปียโน ที่เขาดูเหมือนจะมีพรสวรรค์ทางด้านนี้

จะเห็นได้ว่า 'การไม่พูด' เริ่มจะสร้างปัญหาใหญ่ในสถาบันครอบครัวซาซากิ
เพราะว่า 'ความลับ' ที่เก็บไว้ในใจของแต่ละคน จนค่อยๆขาดการสื่อสารสำคัญไป
และปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวก็ค่อยๆจืดจางลง
จนปัญหาใหญ่ที่สองที่เป็นตัวจุดระเบิดของเรื่องก็ได้สร้างเรื่องราวของครึ่งเรื่องหลัง
นั่นคือ 'การหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความจริง'

ริวเฮย์ ผู้เป็นพ่อกลัวการเผชิญหน้ากับความจริง เพราะด้วยอายุและหน้าที่การงานที่จบลงไป
ทำให้เขาที่เป็นผู้นำครอบครัวพบปัญหาสำคัญในการหางานใหม่
และการที่เขาทำงานเฉพาะด้านมาเป็นเวลานาน ทำให้เขาขาดทักษะอื่นๆสำหรับสมัครงาน
นอกจากนี้ด้วยทิฐิของตัวเขาเองนั้น ก็ไม่พร้อมที่จะหักหน้าตัวเองไปทำงานที่ด้อยกว่าเดิม
ทำให้ปัญหาการตกงานจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่เขาต้องเผชิญ

เมงุมิ ผู้เป็นแม่เองก็มีปัญหาเรื่องการเผชิญหน้า เธอมักจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสามี
ในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ เพราะเธอผันตัวมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว
ที่คอยจัดการบริหารเงินค่าใช้จ่ายภายในบ้าน จนเธอไม่สามารถที่จะสนองความต้องการของตัวเอง
ในเรื่องที่เธอต้องการได้ ด้วยภาระของการดูแลลูกชายทั้งสองคน รวมถึงการดูแลครอบครัว
เมงุมิดูจะเป็นคนที่ต้องแบกรับภาระหนักที่สุด เพียงแต่การที่เธอเลือกที่จะปิดบังความอ่อนล้านั่นเอาไว้
เพราะการเผชิญหน้ากับความจริงของเธอนั้น ความฝันต่างหากที่ดูจะเป็นเรื่องที่ใกล้ที่สุด


ทาคาชิ เป็นคนที่ไม่ค่อยพูดมากนัก และมักจะไม่อยู่ติดบ้าน เขาไม่เคยปรึกษาอะไรกับใครๆ
พ่อและแม่ดูเป็นเหมือนคนแปลกหน้าสำหรับเขา กระนั้นทาคาชิเองก็มีความฝันที่อยากทำให้ได้
คือการไปเป็นทหารอเมริกัน และตัดสินใจบอกแม่ของเขาในช่วงใกล้เดทไลน์
เพราะต้องการลายเซ็นอนุญาตจากทั้งคู่เพียงเท่านั้น เนื่องจากตัวเขาเองรู้ดีว่าการพูดกับครอบครัว
จะเป็นปัญหามากกว่าเดิม กระนั้นเองทาเคชิดูเหมือนจะเป็นคนที่เข้าใจคนในครอบครัวมากที่สุด


เคนจิ ลูกชายคนสุดท้องของบ้านอาจจะไม่ได้รับรู้ปัญหา หรือมีปัญหาอะไรให้กวนใจตัวเองมากนัก
เพราะเขาเป็นเพียงเด็กประถมที่ปราศจากความสนใจใดๆ จนกระทั่งเขาเลือกที่จะไปแอบเรียนเปียโน
เพราะการพูดเปิดอกกับผู้เป็นพ่อนั้นถูกต่อต้านอย่างหนัก จนสั่งห้ามหักดิบว่าห้ามไปเรียนเด็ดขาด
และการเริ่มมีความลับของเขานี่เอง ที่ทำให้เขาได้รับรู้ถึงความรู้สึกที่ปลดปล่อยออกมาไม่ได้
โดยที่เขายังแอบเอาเงินอาหารกลางวัน ไปให้ครูสอนเปียโนทุกเดือน


สุดท้ายแล้วด้วยชะตาชีวิต ทั้ง 4 คนก็พบกับทางออกของปัญหา ที่เกิดจากการตัดสินใจด้วยตัวเอง
สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของชีวิต เพราะมนุษย์เกิดมาเพื่อดิ้นรนด้วยกันทั้งสิ้น
ทำให้ภาพยนตร์เรื่อง Tokyo Sonata ค่อนข้างที่จะชวนให้คิดถึงแนวทางของสังคม
โดยเฉพาะสังคมยุคใหม่ ที่ทำให้ขาดปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวน้อยลงไป
หรือมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้นกว่าเดิม ตามแต่ครอบครัวนั้นๆ
เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถาบันครอบครัว ที่ต้องการเอาใจใส่อย่างมากที่สุด
รวมถึงการประคับประคองที่ไม่ใช่เหมือนการดูแลคนป่วย แต่ด้วยความเข้าใจและการเปิดใจ

ทั้งนี้จุดเด่นของ Tokyo Sonata ยังรวมไปถึง การสะท้อนภาพแนวทางของชีวิตในผู้คนเมืองใหญ่
เรื่องนี้นั้นทำออกมาได้ดีมากทีเดียว ด้วยการดึงความโดดเดี่ยวของสังคมให้เห็นแบบเงียบๆ
ภาพที่คอยแสดงให้เห็นการถูกทอดทิ้งของผู้ที่พ่ายแพ้อยู่เบื้องหลัง
เปรียบเป็นเสียงที่ไม่เคยมีใครเคยรับฟัง เป็นมุมที่ไม่เคยมีใครได้รับรู้...


ภาพยนตร์เรื่อง Tokyo Sonata การันตีด้วยรางวัล Asian Film Awards ปี 2009
รางวัลขวัญใจกรรมการ Cannes Film Festival ปี 2008 และ Chicago International Film ปี 2009
คิดว่าหากใครสนใจหามารับชม คงจะไม่เป็นการยากเท่าที่ควร
และรับรองว่าเพื่อนๆจะพบกับภาพยนตร์ดราม่าเรื่องเยี่ยมเกี่ยวกับสถาบันครอบครัว
แนวๆเดียวกันกับ Ordinary People (1980), The Virgin Suicides (1999), Interiors (1978),
Revolutionary Road (2008), Manchester by the Sea (2016) เป็นต้นครับ

บทความและเรียบเรียงโดย: http://www.aboutfriday.com
ขอบคุณภาพประกอบจาก: Imdb.com

Powered by Blogger.