บทความ Opinion: 20 ปีผ่านไป...ลิ้มรสชาติดนตรีของวง Blur ช่างนุ่มกว่าเดิมยิ่งนัก


วง Blur คือหนึ่งในวงดนตรีแนว Britpop ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุคปลาย 90s
เชื่อว่ามีหลายคนที่เป็นแฟนของวง Blur เดนตายมากันตั้งแต่วง Blur ฟอร์มวงและออกอัลบั้ม
แต่คงเป็นอะไรที่...สับสนไม่น้อยเลยทีเดียว (หลังแฟน Oasis อย่างผม) จะค้นพบตัวเองเมื่อไม่นานมานี้
ว่าแท้จริงแล้วตัวเองดูเหมือนจะชอบวง Blur วงดนตรีคู่ปรับของ Oasis มากกว่าซะอย่างนั้น...
ซึ่งจริงๆแล้วไม่อยากจะให้บทความนี้เป็นประเด็นเปรียบเทียบอะไร...
ทำให้บทความนี้ส่วนใหญ่อาจจะเป็นเรื่องของการพูดถึงความสามารถทางดนตรีของวง Blur ครับ
เพราะเมื่อเรานำผลงานของวง Blur มาฟังอีกครั้งในยุคปลาย 2010s นั้นช่างกลมกล่อมจริงๆ
คงเปรียบได้ดังได้ลิ้มรสชาติของดนตรีที่ยิ่งนุ่มลึกไปตามกาลเวลา...

ก่อนอื่นจะเข้าเนื้อหาของเรื่อง คงต้องเริ่มต้นพูดถีงเรื่องการแข่งขันทางดนตรีในหลายๆยุคที่ผ่านมา
เพราะคงไม่มีการแข่งขันทางดนตรีครั้งไหนที่จะเป็นที่รู้จักไปมากกว่า
'The Battle of Britpop' หรือ 'การปะทะของบริทป็อป' ระหว่างสองวงแนว Britpop
ที่ประสบความสำเร็จที่สุด 2 วง อย่าง Oasis และ Blur
และสองวงนี้ดันเกลียดขี้หน้ากันสุดๆ (ในตอนนั้น) เลยทำให้เสียงของแฟนเพลงแตกฮือเป็นสองฝั่ง
จนทำให้เกิดเป็น 'The Battle of Britpop' ไปโดยปริยาย
นอกจากนั้นยังเป็นช่วงที่วงการเพลง Britpop รุ่งเรืองสุดๆในยุคปลาย 90s ชนิดที่ว่าครองโลกก็ว่าได้
เพราะนี่ไม่ใช่แค่กระแสในเกาะบริเตนใหญ่เท่านั้น แต่มันลุกลามไปทั่วทั้งยุโรปและเอเชีย
(ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเด็กรุ่นปลาย 80s และต้น 90s จะเน้นโม้เป็นพิเศษกับช่วงเวลาที่แสนดีเหล่านี้)
จะเว้นก็แต่เพียงอเมริกาเท่านั้นที่ไม่ได้รับกระแสนิยมของแนวเพลง Britpop
เพราะว่าพวกเขามี Alternative rock, Grunge, Pop rock และ Indie rock มากมาย
ซึ่งต่างก็ถือเป็นไฮไลท์ของวงการในเวลานั้น ยากที่ Britpop จะไปสอดแทรกได้



แต่ที่ต้องยกเหตุการณ์แข่งขันของสองวงคู่อริอย่าง Oasis และ Blur ขึ้นมานั่นก็เพราะว่า...
ผมเชื่อว่านี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้วง Blur ไม่ได้รับเครดิตมากเท่าที่ควรนั่นเอง
และนี่ไม่ใช่ความผิดของแฟนเพลง หรือความผิดของ Oasis หรือใครทั้งนั้นนะครับ
มันเป็นเพียงแค่ตัวแปรของ 'The Universal' เพียงแค่เท่านั้นเองครับ...

'It really, really, really could happen
Yes, it really, really, really could happen
When the days they seem to fall through you, well just let them go'
''จริงๆแล้วมันอาจจะเกิดขึ้นได้นะ''
''ใช่แหละ มันต้องเกิดขึ้นแน่ๆอยู่แล้ว''
''เมื่อวันนั้นจะเกิดขึ้นกับคุณจริงๆ บางทีก็แค่ปล่อยมันไปเถอะ''



นี่เป็นหนึ่งในเนื้อเพลงของเพลง 'The Universal' ที่เป็นเพลงจากอัลบั้ม The Great Escape (1995)
ที่ถือว่าเป็นอัลบั้มที่ค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุดเลยก็ว่าได้ เนื่องจากเป็นอัลบั้มที่ 4 ของวงแล้ว
และเริ่มมีการใส่เมโลดี้ใหม่ๆให้น่าสนใจมากขึ้น
โดยในเพลง 'The Universal' เองนั้นเปิดด้วยเสียงเชลโลและไวโอลินอันน่าค้นหา
ก่อนที่จะไลน์กีตาร์ของ Graham Coxon จะค่อยๆเข้ามาดึงจังหวะแบบเงียบๆ
แล้วมีเบสของ Alex James รวมถึงกลองของ Dave Rowntree คอยดึงจังหวะอยู่เบื้องหลัง
เรียกได้ว่าเป็นซิงเกิลเพลงที่ลงตัวมากๆเลยก็ว่าได้

นอกจากนั้นแล้วในอัลบั้ม The Great Escape (1995) เองก็มีเพลงที่เมโลดี้ดูใหม่อีกหลายเพลง
ทั้งเพลง 'Stereotypes' ที่ไลน์กีตาร์และไลน์เบสมาไกลเกิน Britpop ไปไกลลิบแล้ว
เหมือนย้อนไปในช่วงต้นยุค 80 ในแนว Progressive pop ซึ่งดูจะได้กลิ่นอายจางๆ
ของวง Art rock รุ่นพี่อย่าง Electric Light Orchestra เช่นเพลง Don't Bring Me Down ไม่น้อย
โดยการขึ้นเพลงด้วยเสียงสังเคราะห์คีย์บอร์ดเจ๋งๆ แล้วตามด้วยไลน์กีตาร์ดีดๆชวนโยก
แต่ Blur เองนำมาทำผสมกับยุค Pop rock ของตัวเองได้อย่างลงตัว



กระนั้นในอัลบั้ม  The Great Escape (1995) Blur ก็ยังคงความเป็น Britpop
ไว้ในซิงเกิลฮิตในอัลบั้มอย่างเพลง Charmless Man และเพลง Country House เช่นกัน
โดยเฉพาะเพลง Charmless Man ผมยกให้เป็นเพลงแห่งการ Insult (ดูถูก) ยอดเยี่ยมเลย
เพราะเนื้อหาเพลงเป็นการดูถูกคนชนชั้น Upper class แต่เนื้อหาเพลงยังมีความองุ่นเปรี้ยว
ซึ่งให้ความรู้สึกถึงความอิจฉาริษยาอยู่ในตัวของผู้เล่าเรื่องด้วย
ทำให้กลายเป็นเพลงที่เกิดแนวคิดว่า 'ใครคือไอ้ขี้แพ้ตัวจริงกันแน่?'



โดยอัลบั้ม The Great Escape (1995) เองถือเป็นอัลบั้มที่ทางวง Blur เองกำลังหัวแล่นสุดๆ
เพราะยัดเพลงเข้าอัลบั้มมาถึง 17 เพลงด้วยกัน

แต่จริงๆแล้ว Blur เองก็หัวแล่นมาตั้งแต่อัลบั้มที่แล้วอย่าง Parklife (1994)
เพราะก็ยัดเพลงเข้าไปกว่า 16 เพลงด้วยกัน และอัลบั้ม Parklife (1994) นี่แหละครับ
ที่ทำให้ Blur แจ้งเกิดในเวทีระดับโลกอย่างเต็มตัว และไม่ใช่เพียงกระแสในเกาะบริเตนใหญ่

'Well you and I
Collapsed in love
And it looks like we might have made it
Yes, it looks like we've made it to the end'
''ใช่แล้วล่ะ...คุณกับฉัน''
''พังทลายในความรัก''
''ก็นะ...เหมือนว่าเรามาถึงตรงนี้จนได้''
''ใช่สิ...เหมือนว่าเรามาถึงต้นตอนจบสักที''



เพลง 'To The End' ของวง Blur ในอัลบั้ม Parklife (1994) ใช้เป็นการตอบคำถามได้อย่างดีเยี่ยม
เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จของวง Blur หลังจากพยายามมาถึง 3 อัลบั้ม
และในอัลบั้มที่ 3 นี่แหละนี่พาวง Blur 'มาถึงต้นตอนจบ' สักที
ซึ่งมันคือ 'ต้นตอนจบ...ของการรอคอย' ครับ เพราะในที่สุดผลงานของวงก็เป็นที่ยอมรับ
และได้รับคำวิจารณ์รวมถึงยอดขายยอดจำหน่ายอย่างหนาแน่น
เนื่องจากอัลบั้ม Parklife (1994) เองนั้น มีเพลงคุณภาพอยู่หลายเพลงเลยทีเดียว
แน่นอนสิครับ เพลง 'To The End' ถือเป็นไฮไลต์สำหรับผม โดยเฉพาะเวอร์ชั่นฝรั่งเศส
ที่ Damon Albarn ร้องเป็นภาษาฝรั่งเศส (ในทำนองเดิม) โดยปรับภาษาของเพลง
ให้ไพเราะและเข้ากันกับภาษาฝรั่งเศส (ซึ่งอาจมีความแตกต่างเล็กน้อยในความหมาย)

ซิงเกิลเปิดตัวอัลบั้มอย่าง 'Girls And Boys' ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จอัลบั้มนี้ครับ
เพราะ Blur เองยังขาดเพลงที่ชวนให้แฟนเพลงกระโดดโลดเต้นอย่างสุดเหวี่ยงนั่นเอง
เทียบกับ Oasis แล้ว ในอัลบั้มเปิดตัวอย่าง Definitely Maybe (1994) ในปีเดียวกันนั้น
ทาง Oasis มีทั้ง Rock 'n' Roll Star, Supersonic, Cigarettes & Alcohol ที่กระโดดกันสุดเหวี่ยง
(อย่าลืมว่าจุดเริ่มต้นของ Oasis คือประสบความสำเร็จทันทีตั้งแต่อัลบั้มแรกเลย)
แม้ว่าวง Blur เองจะไม่ใช่ขาทำเพลงสุดเหวี่ยงดิบๆอยู่แล้ว แต่กระนั้นเพลงจังหวะมันส์ๆ
ถือเป็นความสำคัญอย่างหนึ่งของอัลบั้มครับ ซึ่งผมคิดว่า Blur ใส่เพลงจังหวะหนักๆช้าไปหน่อย
เพราะน่าจะมีไว้ประดับอัลบั้มก่อนหน้าบ้าง...จนกระทั่งการมาของ Song 2 ในอัลบั้ม Blur (1997)
และในอัลบั้ม Parklife (1994) ยังมีเพลงดีๆอย่าง End of a Century, Badhead, This is a Low
โดยเฉพาะ 3 เพลงนี้ที่โดยส่วนตัวผมคิดว่ากาลเวลาได้เพาะบ่มมันได้กลมกล่อมสุดๆเลยครับ
ถ้ามาฟังในช่วงก่อนเข้าสู่ยุค 2020s นั่นรวมไปถึงตำนานอย่าง Parklife (ft. Phil Daniels) ด้วย

สำหรับอัลบั้มก่อนหน้านั้นของ Blur อย่าง Leisure (1991), Modern Life Is Rubbish (1993)
ถือเป็นอัลบั้มที่ผมมองว่าแค่ B+ เท่านั้นครับ...
โดยในอัลบั้มเปิดตัวอย่าง Leisure (1991) ผมประทับใจกับเพลงซิงเกิลเปิดตัวของวง
อย่าง 'She's So High' แบบสุดๆ แต่เพลงอื่นๆสื่อสารกับผมไม่ได้ซะอย่างนั้น
ส่วนอัลบั้มที่ 2 อย่าง Modern Life Is Rubbish (1993) นั้นเหมือนว่าเพลงกลมกลืนกันไปหมด
ไม่ค่อยสร้างความแตกต่างเท่าไหร่นัก ซึ่งทำให้ผมจำได้แค่เพลง 'Blue Jeans'
ที่กลายเป็นอีกเพียงแค่ซิงเกิลเดียวในอัลบั้มที่ผมชอบ...
และทำให้โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ Blur สร้างความแตกต่างอะไรไม่ได้มาก
ไม่เหมือนกับ Oasis ที่เปิดตัวอย่างถล่มทลายครับ (ไหนมึงบอกว่าไม่อยากเปรียบเทียบ?)


และเมื่อข้ามมาอัลบั้มในปี 1997 อย่าง Blur (1997) ก็กลายเป็นอัลบั้มที่ทำให้วงดังไปอีกขั้น
นั่นเพราะเพลงแซะแนว Grunge อย่าง 'Song 2' ที่ดูจะเป็นอะไรที่ Ironic สุดๆเลยเหมือนกัน
เพราะมันดังซะแบบที่ว่าทำให้อัลบั้มนี้กลายเป็นอัลบั้มกึ่งๆน่าประทับใจไปซะอย่างนั้น
เนื่องจาก 'Song 2' เองแล้วก็มี 'Beetlebum' ที่ถือเป็นไฮไลต์อีกเพลงนึง
และผมก็ชอบ 'You're So Great' ที่เป็นผลงานของ Graham Coxon อีกหนึ่งเพลงด้วย
นอกนั้นไม่ค่อยมีอะไรให้ประทับใจหรือน่าจดจำสักเท่าไหร่
(จะว่าความจำเสื่อมเลยก็ได้ เพราะผมไม่รู้ว่าอัลบั้มนี้มีเพลงอะไรน่าสนใจอีก)


จนที่สุดแล้วผมคิดว่าอัลบั้มสุดท้ายจริงๆของวง Blur คืออัลบั้ม 13 (1999) นี่แหละครับ
เพราะเหมือนวงเริ่มอยากจะออกไปทำอะไรใหม่ๆแล้ว ทำให้ผมมองว่าจริงๆแล้ว
อัลบั้ม 13 (1999) คืออัลบั้มสุดท้ายที่ยังคงความเป็น Blur เหลืออยู่...
และฝากเพลง 'Coffee & TV' กับ 'Tender' ไว้เป็นเพลงที่ตราตรึงตามกาลเวลา...



'So give me Coffee and TV
Peacefully
I've seen so much, I'm goin' blind
And I'm brain-dead virtually
Sociability, It's hard enough for me
Take me away from this big bad world
And agree to marry me
So we can start over again'
''ขอกาแฟกับทีวีให้ผมเถอะครับ''
''ผมขออยู่สงบๆ''
''ผมเห็นอะไรต่อมิอะไรมาเยอะละ เดี๋ยวผมคงตาบอดแม่งสักวัน''
''แล้วเหมือนตอนนี้สมองผมเองที่จวนจะดับละ''
''เพราะแค่การเข้าสังคมก็จะยากสำหรับผมอยู่แล้ว''
''พาผมออกจากโลกขยะใหญ่ๆใบนี้เถอะ''
''และตกลงแต่งงานกัน''
''จะได้เริ่มต้นใหม่กันอีกสักที...''

ซึ่งผ่านมาเกือบ 20 ปี เพลง 'Coffee & TV' หาได้เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาไป
เพราะถ้าเราเปลี่ยนจาก 'ทีวี' เป็น 'สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ค' ก็จะได้ความหมายตามเดิมเป๊ะๆ
โดยเพลง 'Coffee & TV' พูดถึงความเปล่าเปลี่ยวในสังคม และต้องการหลุดพ้นจากโลกความจริง
ซึ่งคิดว่าสื่อจะช่วยให้สงบลงได้ แต่จริงๆแล้วกลับเพิ่มความเลวร้ายและหดหู่ในชีวิตขึ้นไปอีก
ในยุคของผู้คนยุคใหม่ที่ต้องดิ้นรนกับการรับมือของความเหงา

โดยเพลงต่างๆของวง Blur ทั้งหมดนี้ มันทำให้ผมตระหนักได้แบบหน่วงๆอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
และเมื่อเราย้อนกลับไปตั้งใจฟังเพลงของวง Blur อีกสักที มันทำให้เราจับใจถึงท่วงทำนอง
และรสชาติของดนตรีของวง Blur ได้มากยิ่งขึ้น...


ส่วนตัวแล้วผมเติบโตมากับ Oasis ครับ และคิดว่าหลายๆคนเองเช่นกัน...
โดยเรามักจะคอยเฝ้ามองวง Blur อยู่ห่างๆ จนไม่ได้ตั้งใจฟังมันอย่างแท้จริง
และเพลงของวง Blur เองก็ไม่ได้เข้าถึงแฟนเพลงด้วยซ้ำไป...
นั่นก็เพราะผมเชื่อว่าเพลงของวง Blur จะเข้าถึงตัวบุคคลนั้นๆที่กำลังฟังเพลงนั้นๆ
มากกว่าที่จะเข้าไปในฐานะศิลปินที่ตั้งใจทำเพลงเพื่อแฟนเพลงส่วนใหญ่โดยเฉพาะครับ
เนื่องจากตัวผมเองก็เข้าไม่ถึงในหลายๆเพลงด้วยซ้ำไป (อย่างที่บ่นๆไว้ในบทความ)


ผมไม่ทราบว่าใครจะเข้าถึงเพลงไหนของวง Bur หรือไม่...
หรือเพลงไหนของวง Blur ตอบคำถามในความรู้สึกของผู้ฟังคนนั้นๆอย่างไร...
แต่ผมเชื่อว่าจะมีบางเพลงของวง Blur ที่เข้าไปถึงความรู้สึกของผู้ฟังเข้าสักเพลง...
เหมือนลิ้มรสชาติของดนตรีที่ผ่านไปก็เพิ่มความตราตรึงนุ่มลึกทุ้มอยู่ในใจ...
และผมเชื่อว่า 'รสชาติดนตรีของวง Blur' จะเข้าถึงคุณได้แม้เวลาจะเนิ่นนานสักเท่าไรครับ

ป.ล. ที่ผมบอกว่าผมอาจจะชอบ Blur มากกว่า Oasis ข้างต้น...ผมโกหกนะ ฮ่าๆๆ

บทความและเรียบเรียงโดย: http://www.aboutfriday.com
เครดิตภาพประกอบจาก: https://media.npr.org/

Powered by Blogger.