บทความ Opinion: เมื่อเวทีประกาศผลรางวัลกลายเป็นพื้นที่ทางการเมือง...ก็เลยถูกกระแสตีกลับ!


ประเด็นมุมมองทางด้านของ 'การเมือง' ถือเป็นเรื่องที่ชวนตะขิดตะขวงใจต่อผู้คนไม่น้อย
เพราะมุมมองทางการเมืองถือเป็นพื้นที่ ที่ใช้แสดงความคิดเห็นต่อมุมมองของตนเองทางสังคม
ดังนั้นจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกคนจะมีมุมมองในการเมืองไปในเส้นทางเดียวกัน 
เพราะไม่เช่นกันแล้วก็จะไม่ใช่ซึ่งประชาธิปไตย...

ดังนั้นแล้วผู้คนส่วนใหญ่ก็จะพยายามหลีกเลี่ยงต่อมุมมองทางการเมืองของตนเองในสังคม
เพราะไม่ใช่ทุกคนที่อยากพูดถึงเรื่องนี้ตลอดเวลา จนทำให้เกิดความกระอักกระอวน
และอาจจะกลายเป็นการกดดันในสังคมได้เช่นกัน
ดังเช่นงานประกาศผลรางวัลทีวีและภาพยนตร์รายการต่างๆในอเมริกา
ที่กลายเป็นว่าการที่มุ่งการเมืองเกินไปก็ได้ส่งผลต่อกระแสวิจารณ์เช่นกัน
แต่...อาจจะไม่ใช่เป็นไปในทางที่ดีซะด้วยสิ เพราะเรตติ้งของรายการเหล่านี้หล่นลงฮวบๆ
แม้ประเด็นที่ว่าคนเริ่มเปลี่ยนหันไปชมไลฟ์สตรีมออนไลน์ก็ฟังไม่ค่อยจะขึ้นซะด้วย...


เพราะผู้ชมบางส่วนเองก็ไม่ต้องการที่จะมารับชมกลุ่มคนมีชื่อเสียงมอบรางวัลให้กันเอง
พร้อมจิบแชมเปญและทานอาหารจากเชฟชั้นนำ และยังต้องมาฟังความคิดเห็นทางการเมือง
ที่นำโดยผู้นำรายการ, ผู้ประกาศรางวัล และผู้รับรางวัลเอง เรียกได้ว่าคอมโบกันอย่างพร้อมเพรียง
และลืมความสำคัญของรายการทีวีและภาพยนตร์ต่างๆ ที่สมควรเป็นไฮไลท์ของงานไปซะอย่างนั้น...

แล้วยังไงละครับ...กลุ่มผู้มีชื่อเสียงทั้งหลายที่คิดว่าความเห็นของเขาสำคัญและเป็นแมสเสจ
ให้กับผู้ชมที่รับชมอยู่ได้ (กูเป็นคนดัง...คนต้องฟังกูพูดสิ! คนต้องเชื่อกูสิ!)
กลับโดนกระแสตีกลับเข้าหน้าหงาย เพราะความเบื่อหน่ายของผู้ชมนั่นเอง

ตอนต้นปี 2017 รางวัลประกาศผลอย่างออสการ์ครั้งที่ 89 (Academy Awards) ต้องพบกับเรตติ้ง
ต่ำสุดในรอบ 9 ปี ด้วยเรตติ่ง 32.9 ล้านวิว ยังดีที่มีเรื่องไม่ได้ตั้งใจ (ละมั้ง...) มาเกาะกระแสได้บ้าง
เพราะมีการประกาศผลรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปีผิดจนเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์
ไม่เช่นนั้นคงไม่มีใครพูดเรื่องนี้กันในชีวิตประจำวันด้วยซ้ำกระมัง...

รางวัลประกาศผลรางวัลทีวีเอมมี่ อวอร์ดส์ ครั้งที่ 69 (Emmy Awards) เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
เรตติ้งดิ่งเหลือ 11.38 ล้านวิว และกลายเป็น All-Time Low หรือต่ำที่สุดในประวัติการณ์
หลังดันเกาะการเมืองไม่เลิก! แถมได้สตีเฟ่น โคลเบิร์ต (Stephen Colbert) โฮสต์โชว์คนดัง
ที่วันๆไม่ทำอะไรนอกจากหาเรื่องด่าปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ไม่เว้นวัน...
บางทีโคลเบิร์ตอาจจะไม่รู้ตัวเองว่า...คนส่วนใหญ่เค้าเบื่อขี้หน้าเองกันสุดๆแล้ว!
แถมหลายๆคนน่าจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่างานประกาศผลรางวัลเอมมี่เมื่อตุลาคมที่ผ่านมา
มีใครได้รับรางวัลอะไรกันไป หรือมีอะไรน่าสนใจให้รับรู้บ้างด้วยซ้ำ
ขอโชว์ผลโพลโหวตจากผู้ใช้งานเว็บไซต์ TVLine ช่วยตบหน้าพี่แกอีกสักป๊าบให้ๆละกัน


แต่เมื่อตุลาคมที่ผ่านมา วงการฮอลลีวู้ดได้ถูกเปิดกะลาอีกครั้ง หลังโปรดิวเซอร์ชื่อดัง
อย่างฮาร์วี่ย์ ไวน์สตีน (Harvey Weinstein) ได้ถูกแฉถึงพฤติกรรมอื้อฉาวอย่างหนัก
ด้วยข้อหาทั้งคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual Harassment) จากบรรดานักแสดงหญิงในวงการ
จนเกิดเป็นกระแสต่อต้านการคุมคามทางเพศ และกลายเป็นประเด็นใหญ่โตแห่งปี 2017
เพราะนอกจากนั้นยังมีนักแสดงชายรางวัลออสการ์อย่างเควิน สเปย์ซี่ (Kevin Spacey)
ที่ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศนักแสดงเด็กชาย และถูกออกมาแฉอีกคน
ทำให้ผู้คนต่างติดแฮชแท็ก #MeToo เพื่อแสดงออกถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เคยถูกคุกคามทางเพศ
แน่นอนว่าแกนนำอย่างฮอลลีวูดมีหรือจะพลาด ต่างออกมาดันแคมเปญนี้เต็มที่

แต่กลายเป็นว่าอะไรที่มากไปก็ทำให้ผู้คนมองหาความจริงอีกด้านเช่นกัน...
เช่นการตั้งคำถามว่า ''เหตุการณ์นี้จะไม่ลุกลามขนาดนี้หรือไม่? หากผู้ที่ถูกคุกคามทางเพศเหล่านี้
นำหลักฐานวิ่งแจ้นไปให้ตำรวจตั้งแต่แรก ทำให้สามารถเปิดโปงตอนที่สามารถลงโทษผู้กระทำได้''
หรือการมองว่า ''มีผู้สมรู้ร่วมคิดในเหตุการณ์มากเกินไปจนน่าสงสัย เพราะผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคน
ต่างก็มีเครือข่ายและเส้นสายในวงการพร้อมทั้งเคยร่วมงานร่วมกันมาแล้วทั้งนั้น''
จนเสียงเริ่มแตกแม้ว่าหลายๆฝ่ายจะพยายามลบทฤษฏีสมคบคิดเหล่านี้
ด้วยการมองว่าผู้ถูกกล่าวหาหลายคนล้วนเป็นผู้มีอิทธิพล ทำให้เรื่องเงียบมานาน
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม กลายเป็นว่าผู้คนเริ่มจะหันหลังและต่อต้านให้กับวงการฮอลลีวูดเอง

งานประกาศผลรางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่ 75 (Golden Globe Awards) ก็กลายเป็นอีกหนึ่งรายการ
ที่ประเด็นหลักๆที่ถูกพูดถึง กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ตรงกันข้ามทั้งสิ้น
ยิ่งสวนทางกับเรตติ้งของรายการที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี...
ทั้งการที่ NBC โฮสต์หลักผู้จัดงานและถ่ายทอดสดถูกวิจารณ์อย่างหนักถึงความเหมาะสมทางการเมืองหลังใช้สื่อออนไลน์ทวิตเตอร์ออกแรงหนุนสนับสนุนโอปราห์ วินฟรีย์ (Oprah Winfrey)
พิธีกรโฮสต์ชื่อดังของอเมริกาว่า ''Nothing But Respect For OUR Future President''
หรือแปลง่ายๆว่า ''ไม่มีอะไรมาก...นอกจากความเคารพต่อประธานาธิบดีในอนาคตของ 'พวกเรา' ''
แล้วยังไงล่ะครับ...ไปยัดเยียดประธานาธิบดีให้คนอื่น ก็โดนด่ายับสิครับ...จะมีอะไรซะอีก
เล่นเอาต้องรีบลบทวิต และหาแพะมารับหน้า โดยโบ้ยไปที่ออแกไนซ์เซอร์ที่ 3 ว่าเป็นคนพิมพ์
ไม่ใช่ทีมงานของ NBC ซะหน่อย...


นอกจากนี้งานประกาศผลลูกโลกทองคำยังโดนสับเละอีกหลายรายด้วยกัน...
เช่นนาตาลี พอร์ตแมน (Natalie Portman) นักแสดงหญิงรางวัลออสการ์ ที่รับหน้าที่เป็น
ผู้ประกาศผลรางวัล 'ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมครั้งที่ 75' กับทางด้าน Ron Howard (รอน ฮาร์เวิร์ด)
ผู้กำกับชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยการแขวะเล็กๆว่า ''And here are the all male nominees''
(''และนี่คือผู้ชายทั้งหมดที่ได้เสนอชื่อเข้าชิงผู้กำกับภาพยนต์ยอดเยี่ยม'')


นอกจากนี้ยังมีเจสสิก้า แชสเทน (Jessica Chastain) นักแสดงหญิงที่แสดงความคิดเห็น
เกี่ยวกับรายได้ของนักแสดงหญิงที่ได้น้อยกว่า โดยอ้างอิงถึงมิเชล วิลเลี่ยมส์ (Michelle Williams)
นักแสดงหญิงในเรื่อง All the Money in the World ที่ได้ค่าตัวเพียงน้อยนิดเท่านั้น
เมื่อเทียบกับนักแสดงชายในเรื่องอย่างมาร์ค วอลเบิร์ก (Mark Wahlberg)
แต่ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามันควรเป็นหน้าที่ของเอเยนต์ที่เจรจางานหรือไม่...
เพราะงานด้านการแสดงเป็นอย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าค่าตัวของนักแสดง
ขึ้นอยู่กับ 'ผลงาน/ชื่อเสียง/ความสามารถ' มากกว่าประเด็นเรื่องของควาไม่เท่าเทียมทางเพศ...
(ที่อาจจะมีความไม่เท่าเทียมทางเพศจริงๆ แต่นั่นเป็นเพียงแค่ส่วนน้อยนิดเท่านั้น)

*Ricky Gervais พิธีกรคนก่อนเคยแซว Jennifer Lawrence ที่เคยออกมาเรียกร้องค่าตัวนักแสดงหญิง
ไว้ว่า ''จะบ้าเหรอวะครับ คุณจะให้ผู้หญิงอายุ 25 ใช้ชีวิตยังไงกับเงินรายได้ปีละ 52 ล้านดอลลาร์''
ซึ่งก็แขวะได้แบบแสบๆและเรียกเสียงฮาได้ไมน้อยเลยทีเดียว


เทียบกันแล้วรายการประกาศผลรางวัลเหล่านี้ เรตติ้งที่ดีก็ขึ้นอยู่กับพิธีกรของรายการด้วย
เมื่อเทียบกับริคกี้ เจอร์เวส (Ricky Gervais) พิธีกรชื่อดังชาวอังกฤษ
ที่กลายเป็นพิธีกรที่สร้างชื่อเสียงอย่างมากให้กับรายการประกาศผลรางวัลลูกโลกทองคำเอง
ด้วยสไตล์การดำเนินรายการสุดฮา ทั้งพูดเสียดสีคนในวงการด้วยกันเอง
และมุกตลกที่คอมเมเดี้ยนรายนี้ใส่มาอย่างคับคั่ง จนถูกใจบรรดาผู้ชมเป็นอย่างมาก
ไม่ใช่ยัดการเมืองที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรส่วนใหญ่กับงานเอนเตอร์เทนเมนต์
(เว้นแค่คุณจะมีมุกตลกล้อการเมืองเรียกเสียงหัวเราะได้บางครั้ง)

ใช่ครับเรื่องการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่ยังไงซะการเมืองก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะไปเขยิบมันเข้ามา
จนชิดแน่นเบียดเสียดจนทำให้ไม่มีพื้นที่หายใจหายคอ ที่น่าอึดอัดและน่ารำคาญ!

และล่าสุดก็รายการประกาศผลรางวัลมิวสิค อวอร์ดอย่างแกรมมี (60th Annual Grammy Awards)
ก็ทำสถิติยอดผู้ชมต่ำสุดแบบ All-time low จากการประกาศผลรางวัลยอดเยี่ยมของปี 2017
ที่เสือกใช้เวทีเป็นสื่อการเมือง ไงล่ะครับ ยอดผู้ชมหายไป 33% เหลือเพียง 17.3 ล้านวิวเท่านั้น!
ชนิดที่ว่าผมขี้เกียจะอธิบายด้วยซ้ำว่ารายการประกาศผลรางวัลแกรมมี่ทำอะไรไว้ต่างหน้า!
ถ้าพวกเค้าไม่รู้ตัวเร็วๆนี้ คงมีอะไรแบบนี้ให้เห็นอีกแน่นอน...

ก็นั่นแหละครับเรื่องราวของการพยายามดันการเมืองเข้ามาสู่รายการเอนเตอร์เทนเมนต์
ผลที่ออกมาก็โดนสวนยับกันไปข้าง น่าสนใจว่ารายการต่อไปอย่างเวทีออสการ์จะออกมาเป็นเช่นไร
แต่ถ้าเนื้อหาไม่ยุ่งแล้วมุ่งการเมือง...เชื่อว่าผลตอบรับคงไม่ดีขึ้นอย่างแน่นอน
ไม่เช่นนั้นแล้วแฟนๆทีวีและภาพยนตร์เองก็คงจะไปรออ่านข่าวและตามผลเอาทีหลังก็ได้
อย่าลืมว่านี่มันยุคโซเชียลเน็ตเวิร์คแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องมานั่งดูอะไรที่ไม่จรรโลงใจ
น่าสนใจครับว่าบรรดาคนในฮอลลีวูด หรือว่าบรรดาผู้ชมใครจะยอมถอยมากกว่ากัน!

บทความวิจารณ์โดย: aboutfriday.com
เรียบเรียงโดย: aboutfriday.com
ขอขอบคุณข้อมูลประกอบจาก: http://tvline.com/
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก: http://variety.com/
Powered by Blogger.