Robert Johnson ตำนาน Delta Blues นักดนตรีสัญจรแห่งอเมริกันชน กับทฤษฏีการขายวิญญานให้ซาตาน


โรเบิร์ต จอห์นสัน (Robert Johnson) คือนักดนตรีตำนานแนวบูลส์ ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในยุค 1930
ด้วยผลงานการเล่นกีตาร์ที่หาตัวจับได้ยากในยุคนั้น และเป็นไอค่อนให้นักดนตรีแนวบูลส์ยุคต่อไป
สืบเนื่องด้วยการเสียชีวิตด้วยวัยอันสั้นของเขาในขณะที่อายุเพียง 27 ปี หลังดื่มยาพิษผสมกับวิสกี้
ทำให้ชื่อเสียงของเขาถูกกล่าวขานในทฤษฎีสมคบคิด เกี่ยวกับเรื่องการขายวิญญานให้ซาตาน...
เพื่อแลกกับฝีมือในการเล่นกีตาร์อันเก่งกาจในยุคของ Delta Blues

Robert Johnson นั้นเกิดที่เมืองเฮเซิลเฮิร์ต (Hazlehurst) เมืองเล็กๆในรัฐมิสซิสซิปปี้ (Mississippi)
รัฐทางตอนใต้ของอเมริกา ซึ่งมีกลุ่มคนดำ (แอฟริกัน-อเมริกัน) อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
(*ขออนุญาตเรียกกลุ่มคนดำละกันครับ เพราะสมัยนี้เขาไม่แบ่งแยกเชื้อชาติกันแล้ว)

Robert Johnson นั้นเกิดในครอบครัวยากจน และต้องดิ้นรนตามยุคสมัยของสังคม
โดยเขาแต่งงานกับเวอร์จิเนีย ทาร์วิส (Virginia Travis) เด็กสาวอายุระหว่าง 14-16 ปี
แต่เธอเสียชีวิตต่อมาจากการคลอดในเวลาต่อมา โดยคาดกันว่าเป็นสาเหตุ
ทำให้ Robert Johnson ตัดสินใจเป็นนักดนตรีสัญจรในเวลาต่อมาในแถบ Mississippi
โดย Robert Johnson เล่นแนวเพลง Delta Blues และแนวยอดฮิตในหมู่คนดำด้วยกัน
และเขามักจะเล่นดนตรีตามโรง Juke joint ในหมู่คนดำด้วยกันครับ
ต่อมาเขาได้มีบุตรกับเวอจี้ เมร์ สมิธ (Vergie Mae Smith) แต่ไม่ได้แต่งงานกัน
ซึ่งบุตรของเขาคือคาร์ล แอล จอห์นสัน (Claud L. Johnson) และเป็นบุตรคนเดียว
และเขาได้ออกเดินทางต่อ และแต่งงานกับคาเร็ตตา คราฟต์ (Caletta Craft)
แต่เธอก็เสียชีวิตต่อมาจากการคลอดอีก (อะไรจะรันทดขนาดนั้น...)

*ขอเพิ่มเติมให้นิดนึงตรง Juke joint หรือจะเรียกว่า Barrelhouse ก็ได้นะครับ
ตรงส่วนนี้จะมีแค่กลุ่มคนดำในสมัยนั้นเท่านั้น ที่ใช้เป็นสถานที่สร้างความบันเทิงยามค่ำคืน
เพราะด้วยกฏหมายกีดกันสีผิวในรัฐทางตอนใต้ของอเมริกาที่เรียกว่า 'Jim Crow laws'
ที่ไม่อนุญาตให้กลุ่มคนดำพบปะสังสรรค์กับกลุ่มคนขาวในสถานที่ที่กีดกันไว้
ทำให้กลุ่มคนดำสร้างบ้านหรือโรงเรือนไม้นอกตัวเมืองไว้ และใช้เป็นที่พบปะสังสรรค์
ทั้งรับประทานอาหาร, เต้นรำ, เล่นการพนัน และสนุกสนานไปกับการร้องรำทำเพลง
เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ปลอดคนขาวโดยสิ้นเชิง ในสังคมที่กีดกันสีผิวในขณะนั้น
(ไว้ผมจะเขียนเรื่องราวของ Juke joint ให้ได้อ่านกันอีกที)

ต่อมา Robert Johnson ได้เดินทางไปทั่วรัฐทางตอนใต้ของอเมริกาตามอาชีพนักดนตรีบูลส์
และพบปะกับจอห์นนี่ ชายน์ (Johnny Shines) สุดยอดนักกีตาร์บูลส์อีกท่านนึง
ก่อนจะร่วมกันเดินทางไปทั่วทั้งประเทศอเมริกา นอกจากนี้ยังมีเดวิด ฮันนี่บอย เอ็ดเวิร์ด
(David "Honeyboy" Edwards) ที่รู้จักกับ Robert Johnson เป็นอย่างดี

โดย Johnny Shines ได้เล่าเรื่องราวของ Robert Johnson ไว้ว่า
''โรเบิร์ตเขาเป็นคนที่เป็นมิตร แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่ดูอารมณ์บูดอยู่ในบางเวลา
ผมแฮงค์เอาท์กับเขาอยู่พักใหญ่ วันนึงเขาก็หายตัวไป เขาเป็นคนที่ค่อนข้างประหลาดอยู่นะ
เพราะเรากำลังเล่นกัน แต่เขายืนเล่นเหมือนไม่ได้อยู่ตรงนั้น ในช่วงเวลานั้นมันก็ค่อนข้างวุ่นๆ
แต่ก็มาพร้อมกับความสุขของผู้คน และเงินก็ปลิวเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง
ซึ่งเขาหยิบขึ้นมาบางส่วน และเดินหายไปเลย ปล่อยให้คุณเล่นอยู่อย่างนั้นแหละ
และคุณจะไม่เห็นเขาอีกเลย 2-3 อาทิตย์ราวๆนั้น เอาเป็นว่าเขากับผมเคยร่วมเดินทางกัน
อันที่จริงเราก็ค่อนข้างร่วมทางกันราบรื่นทีเดียว''

Robert Johnson ยังคงประกอบอาชีพนักดนตรีเดินทางต่อไป โดยในปี 1936-1937
เขาได้มีโอกาสอัดเทปกับทาง American Record Corporation (ARC) ไปจำนวน 29 เพลง
และหลายเพลงกลายเป็นเพลงดังระดับตำนานที่มีนักดนตรีรุ่นใหม่ๆ นำไป Cover อยู่เสมอ


ซึ่งในปีต่อมาปี 1938 Robert Johnson ก็เสียชีวิตลงด้วยวัยเพียง 27 ปี ในรัฐบ้านเกิด Mississippi
โดยที่ไม่ได้รับรองสาเหตุการตายอย่างชัดเจน หลังเจ้าตัวเกิดอาการเจ็บปวดภายในร่างกาย
เหมือนได้รับสารพิษ โดยเขาเจ็บปวดอย่างหนักในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น และทนทุกข์ทรมาน
จากอาการป่วยอยู่ราว 3 วัน ในห้องพักที่เขาถูกนำตัวไปพักก่อนเสียชีวิตลง

โดยทฤษฏีของผู้อยู่ในเหตุการณ์เชื่อกันว่า Robert Johnson ได้ดื่มยาพิษที่ผสมในแก้วเหล้า
ซึ่งสาเหตุมาจากการที่ Robert Johnson ไปหยอกล้อชู้สาวกับผู้หญิงที่แต่งงานแล้วรายหนึ่ง
และสามีของเธอเกิดอาการหึงหวงขึ้นมา จึงทำการผสมยาพิษในแก้วเหล้าให้เขาดื่ม

และอีกทฤษฏีหนึ่งก็คือเรื่องที่เขาขายวิญญานให้กับซาตานเพื่อแลกกับฝีมือการเล่นกีตาร์
ที่เปรียบดังสุดยอดฝีมือแห่งแนวดนตรี Delta Blues โดยเขาทำการขายวิญญานกับซาตาน
ที่สีแยกของเมืองคลาร์กเดล (Clarksdale) ตามเนื้อหาของเพลงยอดฮิตอย่าง Cross Road Blues
ที่พูดถึงเรื่องของการเดินทางไปที่สี่แยก Crossroad และคุกเข่าขอความเมตตาและปราณี
พร้อมทั้งกล่าวถึงชีวิตอันยากเข็ญที่ต้องสูญเสียบุคคลที่รักในชีวิตไป



และอีกหนึ่งบทดังอมตะที่พูดถึงซาตานตรงๆอย่าง Me and the Devil Blues
ที่เล่าถึงการพบปะกับซาตานหลังซาตานมาเคาะประตูบ้าน และทั้งคู่ได้ออกเดินทางไปด้วยกัน
พร้อมทั้งการพูดถึงการทำร้ายร่างกายคนรัก โดยอ้างว่าเป็นวิญญานชั่วร้ายเก่าในจิตใจ
ทั้งบทเพลงยังได้พูดถึงการจากไป และไม่แคร์ว่าจะฝังเขาไว้ที่ใด โดยจะฝังไว้ที่ถนนหลวงก็ได้
เพราะวิญญานชั่วร้ายเก่าของเขาจะได้เกาะรถบัสและสัญจรไปอย่างไร้จุดหมาย



ซึ่งยังมีบทเพลงอีกหลายเพลงของเขาที่พูดถึงชีวิตและความตาย และความยากเข็ญ
ตามฉบับของนักดนตรีบูลส์ยุคนั้น ซึ่งเรื่องเกี่ยวกับซาตานอาจจะเป็นความหมกมุ่นส่วนตัว
ของตัว Robert Johnson เอง ไม่ได้เกี่ยวกับการขายวิญญานอะไรหรอก
เพียงแต่เหตุการณ์ต่างๆในชีวิตของเขามันช่างเต็มไปด้วยปริศนามากมายนั่นเอง
เพราะมีคนจำนวนน้อยเหลือเกินที่รู้จักตัวตนของเขาในช่วงชีวิต
โดย Robert Johnson มีรูปภาพที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นเขาเพียงแค่ 3 รูปเท่านั้น!

แน่นอนว่าการเล่นกีตาร์สไตล์ Delta Blues สร้างชื่อเสียงอย่างมากมายในเวลาต่อมา
หลังจากการเสียชีวิตของเขาไปแล้ว และบทเพลงต่างๆที่กลายเป็นบทเพลงดังระดับตำนาน
ทั้งเพลง Cross Road Blues, Sweet Home Chicago, Kindhearted Woman Blues,
Hellhound On My Trail, Me and the Devil Blues, Walking Blues เป็นต้น


หากเพื่อนๆได้อ่านเรื่องราวของ Robert Johnson แล้ว อาจจะมองถึงในเรื่องราวของ
ความยากเข็ญของคนดำในยุคนั้น ณ ตลอดช่วงชีวิตของเขาเอง
ทั้งการเสียภรรยาจากการคลอด, ชีวิตที่ถูกกีดสีผิวของรัฐทางตอนใต้ของอเมริกา
ชีวิตสัญจรและการเดินทางของนักดนตรีแนวบูลส์เอง
(ในยุคนั้นระหว่าง 1920-1940 ยังเป็นยุคสมัยของแจ๊สที่ได้รับความนิยมมากกว่า)
ซึ่งบูลส์นั้นยังคงเป็นที่นิยมแค่ในหมู่คนดำในรัฐทางตอนใต้ของประเทศ
ทำให้การเขียนบทเพลงของเขาเองค่อนข้างจะลึกซึ้งถึงแก่นแท้ของชีวิต
เป็นดังการสืบทอดแนวดนตรีบูลส์สืบต่อกันมา...
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งการเดินทางอันแสนสั้น ของตำนานอเมริกันชนอย่าง Robert Johnson ครับ!

เรียบเรียงโดย: aboutfriday.com
ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก: robertjohnsonbluesfoundation.org/, https://en.wikipedia.org/
ขอบคุณภาพประกอบจาก: www.npr.org/
ขอบคุณคลิปประกอบจาก Youtube: RobertJohnsonVEVO

Powered by Blogger.