Edie Sedgwick นางแบบสาวไฮโซ-ขี้ยา-ใจแตก ไอค่อนแห่งยุค 60s


ยุค 1960's ถือเป็นยุคสมัยที่เรียกกันว่า 'ยุคแห่งแฟชั่น' เนื่องด้วยระบอบทุนนิยม
ในยุคนั้นทำให้ผู้คนหันมาสนใจแฟชั่น, ศิลปะ และดนตรีกันอย่างจริงจังมากขึ้น
ทำให้เกิดการปฏิวัติทางด้านสังคมกันแบบพลิกประวัติศาสตร์เลยโดยคนรุ่นใหม่
ซึ่งเหล่าศิลปิน, คนดังในยุคนั้นก็เหมือนเป็นดั่ง 'ไอค่อน' ของเหล่าวัยรุ่นกันไป
จนสร้างไลฟ์สไตล์ใหม่ๆขึ้นจนเป็นที่กล่าวถึงในปัจจุบัน 😊

ที่เกริ่นมาก็เพราะว่าผมจะเขียนเรื่องของสาวคนนึงที่อยู่ในอพาตเมนต์ของผม
ซึ่งมันต้องโยงกับยุค 60's สักหน่อย เพื่อที่ผู้อ่านจะได้เข้าใจในไลฟ์สไตล์มากขึ้น
เธอมีชื่อว่าอีดี้ เซ็ดวิกซ์ (Edie Sedgwick) ครับ 😚


อย่างที่บอกว่ายุค 60's เป็นยุคปฏิวัติทางสังคม พวกเขามีอุดมการณ์ใหม่ๆ
แนวคิดการดำเนินชีวิตใหม่แบบเสรีนิยม พวกเขามี Bob Dylan เป็นแกนนำ
มีเพลงร็อค มี The Beatles, The Rolling Stones, The Beach Boys, Pink Floyd!
แต่สิ่งที่พวกเขายังขาดคือ 'แฟชั่นสไตล์' ที่จะช่วยฉีกตัวออกจากยุค 50's
และเริ่มต้นยุคใหม่ได้เต็มตัวเสียที

ฝั่งผู้ชายไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ เพราะแต่งทำเซอร์ก็หมดเรื่องแล้ว
แต่ฝั่งผู้หญิงการจะฉีกตัวออกจากยุค 50's นั้นไม่ง่ายเลยทีเดียว
เพราะเป็นยุคของไอค่อนสาวสวยสง่างาม หรือเซ็กซี่/เซ็กซิมโบลแสนเย้ายวน
ดังนั้นการมาของสาวๆที่มีความมั่นใจในตัวเอง และกล้าแสดงออกเปิดเผย
จึงเหมือนจุดชี้นำทาง และเป็นการเริ่มต้นของสาวยุคใหม่มาจนปัจจุบัน...

เริ่มจากศรีษะก่อนเลยครับ ผู้หญิงยุคก่อนหน้ายังฮิตไว้ผมยาว หรือทำผมบ็อบ
ทำให้สาวๆที่ตัดผมสั้น (Short hair pixie) แล้วหน้าหวานๆแบบ Twiggy,
Mia Farrow,  Jean Seberg และ Edie Sedgwick กลายเป็นเทรนด์ใหม่
ให้บรรดาสาวเปรี้ยวพร้อมเริ่มยุคใหม่เลยทันที


ส่วนหุ่นต้องเหมือนคนที่เกิดมาไม่เคยกินหมูกระทะมาก่อนในชีวิต
รูปร่างต้องผอมแห้งแรงน้อย ซึ่งไม่เป็นเรื่องที่ดีเท่าไหร่เลยครับ
เพราะ Edie เองนั้นก็เป็นโรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับการกิน (Eating disorder)
ทำให้ผอมแห้งอย่างที่เห็น และนางแบบยุคนั้นก็ต้องผอมๆแห้งๆ
การเป็นการสร้างค่านิยมแบบใหม่ให้ผู้หญิงไป 😩

พื้นฐานครอบครัวนั้น Edie เกิดในครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างมาก
อาศัยในเมืองติดชายทะเลสุดหรูอย่าง Santa Barbara ของรัฐ California
แม้จะไม่ใช่ครอบครัวสุขสันต์ก็ตาม เพราะ Edie เองก็มีปัญหาในช่วงวัยรุ่น
จนพบจิตแพทย์บ่อยครั้ง (ถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลรักษาก็มี)

สุดท้ายเธอตัดสินใจข้ามประเทศเดินทางเข้ามาที่มหานครนิวยอร์ก
เพื่อตามความฝันที่จะเป็นนางแบบ พร้อมหอบเงินมรดกก้อนโตไปด้วย
และงานนางแบบก็ไปได้สวยเลยทีเดียว

ด้วยความที่ Edie เป็นสาวสังคมตัวยง งานปาร์ตี้หรืองานรื่นเริงอะไรที่ไหน
เธอไปเยือนหมด และนั่นทำให้เธอได้มีโอกาสพบกับคนๆหนึ่งที่ทำให้เธอ
มีชื่อเสียงไปในวงกว้าง เขาพาเธอขึ้นไปในจุดที่ใครหลายคนใฝ่ฝัน
คนๆนั้นคือศิลปินแนวป็อป-อาร์ตชื่อดังแอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol)


Andy กำลังอยู่ในช่วงพีคของอาชีพ งานของเขามีมากมายทั้งโฆษณา
ศิลปะภาพวาด, ศิลปะภาพถ่าย, ศิลปะบนแผ่นฟิล์ม และดนตรี
(ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานอาร์ตซะส่วนใหญ่ และมีชื่อเสียงในวงแคบๆ)
แต่ Andy เป็นยอดนักทดลองตัวยงอยู่แล้ว คิดอะไรได้ก็ทำ
ตามสไตล์ของพวกอาร์ต

และพอ Andy มาเจอกับ Edie มันก็เหมือนคู่ Perfect Match นั่นแหละ
ยังกับสวรรค์จับมาพบเจอกัน โดยทั้งคู่พบกันในงานปาร์ตี้ปี 1965
Andy เริ่มวาดภาพในฝันให้ Edie เห็น และทั้งคู่ก็เริ่มทำงานด้วยกัน
ทั้งงานถ่ายแบบ ถ่ายหนังทดลองต่างๆ แม้ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร
กับผลงานเหล่านี้ แต่ในสังคมทั้งคู่กลายเป็นคนดังแห่งยุคไปแล้ว
เพราะทั้งคู่ตัวติดกันตลอดเวลา จน Edie ได้ฉายาว่า 'The Factory Girl'


ไฮโซ - แต่งตัวเก่ง - มีสไตล์ - มีเพื่อนเป็นคนดัง - อยู่แวดวงบันเทิง
ณ เมืองแห่งแสงสีเสียงกรุงนิวยอร์ก Edie พาตัวเองเข้าไปรู้จักกับ
ยาหลอนประสาทที่โด่งดังที่สุดในยุค 60's อย่าง LSD เข้าจนได้...
และแล้ว Edie ก็ต้องโคจรมาพบกับวังวนเก่าๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แถมสถานะการเงินก็ร่อยหรอในเวลาอันรวดเร็วเพียงไม่กี่เดือน
เพราะไลฟ์สไตล์แสนไฮโซของเธอ สุดท้าย Edie ก็กลายเป็นเด็กใจแตกไป

พีคกว่านั้นด้วยมิตรภาพที่เหมือนความเวิ้งว้างอันจอมปลอมแสนสวยหรู
ระหว่างเธอกับ Andy Warhol ก็สิ้นสุดลงในเวลาไม่ถึงปีด้วยซ้ำ!
ทั้งคู่ตัดขาดกัน แถม Edie ยังห้าม Andy แสดงผลงานใดๆของเธอ
ก่อนได้รับอนุญาติอีกต่างหาก ซึ่ง Andy มีผลงานภาพถ่าย
และงานภาพยนตร์กับ Edie มากมายกว่า 18 เรื่อง...


พอจบกับ Andy เส้นทางของ Edie ก็ดิ่งลงเรื่อยๆ เนื่องจากปัญหาส่วนตัว
ของเธอเอง ทั้งติดยา, ติดปาร์ตี้, ติสท์แตก จนไม่มีใครสนใจจ้างงาน
แม้แต่งานเป็นนางแบบที่เธอเคยรุ่งตอนมาใหม่ๆ ในปี 1964
จนในปี 1968 เธอก็ติดยาอย่างหนักจนถูกส่งไปโรงพยาบาลรักษา
และต่อเนื่องด้วยการรักษาโรคประสาท และอาการป่วยทางจิต
ในโรงพยาบาลจิตเวช ชื่อเสียงของเธอถูกลืมเลือนไปอย่างรวดเร็ว
สุดท้ายก็ต้องกลับไปยังบ้านเกิดที่ Santa Barbara และหวังเพียงว่า
ตลอดที่ผ่านมาในนิวยอร์ก เป็นเพียงความฝันบนความจริงที่อยากจะลืม

แต่เธอยังมีหนังที่ยังถ่ายไม่เสร็จอยู่เรื่องนึง ซึ่งเป็นหนังทุนต่ำเหมือนกัน
ชื่อเรื่อง Ciao! Manhattan กระนั้นผู้กำกับก็หวังว่าจะทำให้เสร็จ
และตามไปช่วยเหลืออาการป่วยของ Edie จนในที่สุดก็ถ่ายทำหนังเสร็จ
และมีโปรแกรมจะฉายในช่วงต้นปี 1972

จนกระทั่งในปี 1971 Edie Sedgwick กลับมามีชื่อในหน้าข่าวอีกครั้ง
เพราะเธอแต่งงานกับเพื่อนหนุ่มที่พบกันในโรงพยาบาลจิตเวช
ชื่อว่าไมเคิล โพสต์ (Michael Post) ในช่วงเดือนกรกฏาคมปี 1971
หลังจากรู้จักกันมาระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาล


กระนั้นการแต่งงานดูเหมือนจะกลายเป็นที่ฮือฮาในเวลาอันสั้นเท่านั้น
เพราะมีข่าวช็อกกว่าคือเธอเสียชีวิตในวันที่ 15 พฤศจิกายน ปี 1971
หลังแต่งงานเพียงไม่ถึง 4 เดือนเท่านั้น!
โดยสาเหตุการตายเป็นการกินยาเกินขนาด และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ
เพราะคืนที่เธอเสียชีวิตนั้น เธอได้ไปงานปาร์ตี้แฟชั่นในตัวเมือง
และดื่มเหล้าไปจำนวนมาก ก่อนที่สามีเธอจะมารับกลับบ้านไป
ซึ่งก่อนเข้านอนเธอได้ทานยาไปจำนวนนึง ก่อนที่จะพล่อยหลับไป
จนสามีของเธอตื่นขึ้นมาตอนเช้าพบว่าเธอเสียชีวิตแล้ว...
จบชีวิตของสาวไฮโซใจแตกด้วยวัยเพียง 28 ปี


กระนั้นชื่อเสียงของ Edie ยังคงอยู่เช่นเดิม จากการบุกเบิกแฟชั่นยุค 60's
จนเป็นที่รู้จักในวงการ และผู้ที่สนใจในแฟชั่นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ซึ่งมีหนังที่อัติชีวประวัติของเธอในชื่อเรื่อง Factory Girl ในปี 2006
นำแสดงโดยเซเลน่า มิลเลอร์ (Sienna Miller) แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
เพราะถูกวิจารณ์อย่างหนักแบบสับเละ ในแง่ของการแสดงของ Sienna เอง
ที่ไม่สามารถถ่ายทอดความเป็น Edie ออกมาได้ และเรื่องราวในหนัง
เองก็ห่วยแตกไร้แก่นสารใดๆทั้งสิ้น

โดยส่วนตัวผมแล้วได้มีโอกาสรู้จัก Edie Sedgwick จาก Footage
มิวสิควิดีโอที่แฟนคลับทำขึ้นมาภายใต้เพลง Femme Fatale
ของวง The Velvet Underground วงที่ Andy Warhol โปรดิวเซอร์
ในอัลบั้ม The Velvet Underground & Nico ที่ปล่อยออกมาตั้งแต่ปี 1967
ซึ่งเป็นวงของสุดยอดศิลปินอย่างลู รีด (Lou Reed) ก่อตั้งขึ้น
และ Andy ของให้ Lou แต่งเพลงที่เกี่ยวกับ Edie ให้เพลงนึง
ก่อนที่จะออกมาเป็นเพลงนี้ โดยให้ Nico สมาชิกวงเป็นคนร้อง
ก็ต้องยอมรับตรงๆว่าอินัง Edie สะกดผมได้เลยทีเดียว
จนผมบังเอิญได้ไปเจอ Screen Test ของเธอที่ Andy Warhol ถ่ายไว้
แน่นอนครับอินัง Edie น็อกผมจาก Screen Test นั้นแหละ 😂



และที่ก็เป็นเรื่องราวของวัยรุ่นไฮโซใจแตกคนนึงที่ได้เข้ามาอยู่
อพาตเมนต์เดียวกันกับผมครับ















เรียบเรียงโดย: aboutfriday.com
ขอบคุณแหล่งอ้างอิงจาก: en.wikipedia.orgbiography.comindependent.co.uk
ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก: fuckyeahediesedgwick.tumblr.com
ขอบคุณคลิปประกอบจาก Youtube: SangareMP

Powered by Blogger.