ประวัติภาพถ่ายตำรวจยิงจ่อหัวเชลยเวียดกง อันโด่งดังของโลกเมื่อปี 1969


ภาพถ่ายแสดงให้เห็นความจริง...แต่ภาพถ่ายอาจจะไม่ได้เล่าเรื่องทั้งหมด
และนี่ก็คือหนึ่งในภาพถ่ายที่โด่งดังภาพหนึ่งของโลก ที่เล่าเรื่องเพียงด้านเดียวเท่านั้น
เมื่อกระบอกปืนได้ตัดสินชีวิตของคนหนึ่งคน และทิ้งให้อีกคนถูกสังคมโลกตัดสิน...

ภาพถ่ายชนะรางวัล Pulitzer Prize และ World Press Photo เมื่อปี 1969
ของนาย Eddie Adams ช่างภาพสงคราม ชาวอเมริกันของสำนักข่าว AP
นั่นคือภาพถ่ายที่ชื่อว่า Saigon execution (การประหารที่กรุงไซงอน)
ซึ่งเป็นภาพถ่ายนายตำรวจยศพลตรีแห่งเวียดนามใต้ชื่อว่า Nguyan Ngoc Loan
ทำการยิงจ่อหัว นาย Nguyen Van Lem หน่วยจู่โจมของเวียดกง เสียชีวิตกลางถนน
ในสมัยสงครามเวียดนาม เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปี 1968

ซึ่งเมื่อภาพถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้บรรดาชาวอเมริกันและชาวโลกได้ช็อกกันไปตามๆกัน
และทำให้ตื่นตัวเรื่องสงครามเวียดนามมากขึ้น และภาพยังถูกเผยแพร่ไปทั้งโลก
ทำให้กลุ่มสิทธิมนุษยชนหัวร้อนทันที ออกมากล่าวหาว่าเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน-โหดร้าย
พร้อมทั้งกลุ่มฮิปปี้และกลุ่มต่อต้านสงครามในอเมริกา ณ ขณะนั้น
รุมสาปแช่งต่างๆนาๆ ต่อนายตำรวจคนนี้ ว่ากระทำการตัดสินลงโทษโดยไม่มีการไต่สวน 
ไร้ซึ่งมนุษยธรรม แม้ว่าจะเป็นในช่วงภาวะสงครามก็ตาม

ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากเหล่าทหารเวียดกงนำโดยนาย Nguyen Van Lem
(ผู้ถูกยิงจ่อหัวในภาพ) ได้บุกไปฆ่าชาวบ้านที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในกรุงไซงอน
ก่อนถูกกองกำลังเวียดนามใต้จับตัวได้ และนำตัวมาให้นายตำรวจยศพลตรี เป็นผู้สำเร็จโทษ
โดยการใช้ปืนจุด38 ยี่ห้อ S&W ยิงทิ้งให้หมดๆเรื่องไป

แต่ช่างภาพอย่างนาย Eddie Adams สามารถเก็บภาพไว้ได้ ซึ่งตัวเขาเองบอกว่า
ไม่ได้รู้สึกอะไรตอนถ่ายภาพนี้ เพราะคนถูกฆ่าเยอะมากในแต่ละวัน 
แต่ก็ทราบว่าเป็นภาพถ่ายที่จะได้ลงหนังสือพิมพ์อย่างแน่นอน เพราะกองบรรณาธิการ
ได้ทำการติดต่อมาสอบถามอย่างละเอียดถึงภาพถ่ายนี้

โดยภายหลังนาย Nguyan Ngoc Loan ได้ลี้ภัยสงครามไปอยู่ที่อเมริกา 
โดยเปิดร้านพิซซ่า และอาศัยอยู่ที่ชานเมือง Burke ในรัฐ Virginia ก่อนถูกเปิดโปงขึ้น
และถูกต่อต้านให้เลิกกิจการไปในปี 1991 และเขาเสียชีวิตเมื่อปี 1998

ซึ่งนาย Eddie Adams ก็ออกมาขอโทษนาย Nguyan Ngoc Loan ในภายหลัง
เขากล่าวว่า "นายพลตรีฆ่าเวียดกง แต่เขาฆ่านายพลตรีด้วยกล้องถ่ายภาพ
ซึ่งภาพถ่ายได้เสนอความจริงเพียงครึ่งเดียวของเรื่องราวทั้งหมด
และภาพนิ่งยังคงเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพที่สุดในโลก"





ขอบคุณภาพประกอบจาก : Eddie Adams, AP

Powered by Blogger.